เรื่องนี้ต้องรู้! 3 เทรนด์ผู้บริโภคคนไทย ที่อาจเปลี่ยนตลอดไปหลังหมดไวรัส

TEXT : กองบรรณาธิการ





Main Idea
 

     พฤติกรรมผู้บริโภคหลังคลายล็อกดาวน์
 
 
  • คนไทยกลับมาสนใจกิจกรรมนอกบ้านเพิ่มขึ้น
 
  • กิจกรรมในบ้านช่วงกักตัวยังคงได้รับความนิยมสูงกว่าอดีต
 
  • โควิด-19 เร่งให้แพลตฟอร์มออนไลน์ได้รับความนิยมสูงกว่าแนวโน้มปกติ
 
  • หลายกิจกรรมช่วงล็อกดาวน์อาจกลายเป็น New normal และอาจไม่กลับไปเหมือนเดิม
 


 

     พฤติกรรมผู้บริโภคคนไทย หลังผจญกับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 และเริ่มเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบ New
Normal ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมากมาย หลายกิจกรรมที่ได้รับความนิยมในช่วงล็อกดาวน์อาจกลายเป็นวิถีปกติใหม่ ขณะที่บางพฤติกรรมของทั้งผู้บริโภคและธุรกิจอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
               

     และนี่คือ 3 พฤติกรรมต้องจับตาของผู้บริโภคคนไทย ในวันที่โควิด-19 มาเยือนโลก และเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคให้ต่างไปจากเดิม



 
               
1. คนไทยสนใจกิจกรรมนอกบ้านเพิ่มขึ้น
               

     หลังถูกกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลานาน เมื่อรัฐบาลประกาศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์  ปรากฏการณ์ที่ตามมาคือผู้คนออกมาท่องเที่ยวและทำกิจกรรมนอกบ้านกันมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Google Trends พบว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2563  มีการค้นหาคำว่า “โรงแรม” และ “อาหารบุฟเฟต์” สูงกว่าในช่วงล็อกดาวน์ (เดือนเมษายน-พฤษภาคม) ถึง 470 เปอร์เซ็นต์ และ 232 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยระดับความสนใจต่อทั้ง 2 กิจกรรม ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนอีกด้วย ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความต้องการที่สะสมมาจากช่วงล็อกดาวน์ (Pent-up demand) การมีช่วงวันหยุดยาวพิเศษ และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ที่ผ่านมานั่นเอง


     อย่างไรก็ตาม หากมองถึงพฤติกรรมการใช้จ่าย พบว่าการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและปริมาณการท่องเที่ยวในประเทศยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้กิจกรรมนอกบ้าน อาทิ การไปโรงภาพยนตร์ ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าช่วงปกติ สะท้อนจากจำนวนการค้นหาชื่อเครือโรงภาพยนตร์ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2563 ที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเดียวกันระหว่างปี 2560-2562 ถึง 44 เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบครึ่งเลยทีเดียว



 

2. กิจกรรมในบ้านช่วงกักตัวยังคงได้รับความนิยมสูง
 

     แม้หลังคลายล็อกดาวน์ หลายกิจกรรมที่เคยได้รับความนิยมในช่วงกักตัวจะถูกให้ความสนใจน้อยลง แต่เชื่อหรือไม่ว่า เมื่อเทียบกับก่อนเกิดเหตุการณ์โควิด หลายพฤติกรรมยังคงได้รับความนิยมสูงกว่าก่อนหน้านี้ เช่น


     1.เทรนด์การทำอาหารที่บ้าน สะท้อนจากคำค้นหาเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องครัว อาทิ หม้อทอดไร้น้ำมัน และ เตาอบ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเดือนพฤษภาคม โดยคำค้นหาอุปกรณ์เครื่องครัวสูงสุดถึง 474 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีในช่วงเวลาเดียวกัน


     2.เทรนด์การปลูกผักและต้นไม้ จากยอดค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับการปลูกผักและต้นไม้สูงสุดในเดือนมิถุนายนสูงถึง 49 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีในช่วงเวลาเดียวกัน


     3.เทรนด์การออกกำลังกายในบ้าน จากคำค้นหาวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายใน Youtube เพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือนพฤษภาคมถึง 122 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีในช่วงเวลาเดียวกัน


     และ 4.การทำงานที่บ้าน สะท้อนจากความสนใจอุปกรณ์สำหรับการทำงานที่บ้าน เช่น โต๊ะทำงาน เก้าอี้ คีย์บอร์ดและเมาส์ เป็นต้น ซึ่งสูงสุดในเดือนมิถุนายนถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีในช่วงเวลาเดียวกัน


     ทั้งนี้กิจกรรมภายในบ้านเหล่านี้ได้รับความสนใจลดลง หลังจากผู้คนสามารถออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้ แต่อย่างไรก็ตาม การค้นหาคำเกี่ยวกับเทรนด์ต่างๆ ข้างต้น ก็ยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง ซึ่งบ่งชี้ถึงพฤติกรรม New Normal ที่อาจมาจากการที่หลายคนได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาเป็นการทำงานที่บ้านในสัดส่วนที่มากขึ้น ความนิยมสำหรับกิจกรรมในบ้านจึงมีมากกว่าในอดีตช่วงก่อนโควิดนั่นเอง





3. แพลตฟอร์มออนไลน์ยังได้รับความนิยมสูงกว่าปกติ


     เพราะการผ่านชีวิตถูกกักตัวอยู่แต่ในบ้าน ทำให้ผู้บริโภคคนไทยเกิดพฤติกรรมที่คุ้นชินกับการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ทั้งการสั่งอาหารออนไลน์ ซื้อของออนไลน์ ตลอดจนการทำงานและสื่อสารต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ สะท้อนให้เห็นว่า โควิด -19 ได้เร่งให้เกิดกระแสการปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลมากขึ้น สะท้อนจากปริมาณการค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับบริการออนไลน์ต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นจากแนวโน้มปกติอย่างเห็นได้ชัดเจน จากข้อจำกัดในการใช้บริการช่วงกักตัว เช่น การซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce แทนการไปห้างฯ ใช้บริการ Food delivery แทนรับประทานอาหารที่ร้าน การประชุมทางไกลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการดูภาพยนตร์ผ่านแอปต่างๆ แทนการออกไปโรงภาพยนตร์


     อย่างไรก็ตาม ปริมาณการค้นหาสำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ลดลงจากช่วงล็อกดาวน์ ซึ่งเหตุผลจะมาจากการค้นหาส่วนใหญ่เป็นแบบ One-time search คือ หลังจากการค้นหาในครั้งแรกๆ ผู้ใช้อาจใช้งานจากแพลตฟอร์มโดยตรงในครั้งถัดไป แต่กิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงบนแพลตฟอร์มยังมีการเติบโตที่ค่อนข้างสูง เช่น ในระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2563 จำนวนผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม Lazada ประเทศไทยเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า



 

ถึงเวลา SME ปรับตัวรับพฤติกรรมผู้คนที่เปลี่ยนไป


     หลังสถานการณ์โควิด-19 มีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยหลายกิจกรรมที่เคยได้รับความนิยมในช่วงการล็อกดาวน์อาจกลายเป็น New Normal ขณะที่บางพฤติกรรมของผู้บริโภคและธุรกิจอาจไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกต่อไป เช่น หลายบริษัทในเมืองได้มีการปรับตัวด้านรูปแบบการทำงานเป็นการทำงานทางไกล (Remote Work) มากขึ้น ทำให้มีการทำงานที่บ้านมากขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปถึงการใช้ชีวิตในหลายด้านของคนจำนวนไม่น้อย ทั้งการใช้เวลา การใช้พื้นที่ และรูปแบบการใช้จ่าย


     ขณะที่พฤติกรรมการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่สูงขึ้นจากความจำเป็นในช่วงโควิด จะเป็นตัวเร่งการปรับตัวระยะยาวที่สำคัญของทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค โดยเฉพาะหากบริการออนไลน์นั้นสามารถเข้ามาทดแทนรูปแบบการใช้จ่ายเดิมๆ ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่า ให้บริการที่ดีกว่าและเร็วกว่าได้ การขยายตัวของออนไลน์จะมีแนวโน้มส่งผลกระทบถึงธุรกิจเดิมในอุตสาหกรรมเดียวกันได้


     เช่น การขยายตัวของ E-commerce ที่กระทบต่อยอดขายของค้าปลีกในช่องทางออฟไลน์เดิม แพลตฟอร์มประชุมออนไลน์ที่อาจแย่งกลุ่มลูกค้ากับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (Commercial real-estate) ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สำนักงาน Co-working space หรือพื้นที่ให้เช่าสำหรับการจัดประชุม-สัมมนา แพลตฟอร์มดูหนังออนไลน์ที่ดึงกำลังซื้อบางส่วนจากโรงภาพยนตร์หรือบริการ Food Delivery ที่เข้ามาทดแทนการทานอาหารที่ร้าน เป็นต้น


     ซึ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ SME ทั้งในวันนี้และอนาคต  ถ้าไม่อยากถูกกลืนหายเพราะพฤติกรรมคนเปลี่ยน ก็ต้องปรับตัวรับมือกับสถานการณ์นี้ให้ทัน!
 

     ที่มา : เรียบเรียงข้อมูลจาก EIC Data Analytics
 
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง