อยากขายดีจนอินบ็อกซ์แตก ต้องลองกระตุ้นความอยาก ด้วยหลักจิตวิทยาลูกค้า




      ผู้บริโภคในปัจจุบันแตกต่างไปจากเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนนี้เราคุ้นเคยกับการตลาดออนไลน์และอินเตอร์เน็ตเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ว่าวิธีการขาย วิธีการทำการตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างไร คนเราก็ยังเลือกซื้อสินค้าตามความต้องการแบบเดิมๆ เรายังคงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งจิตวิทยามีส่วนสำคัญในการทำการตลาดอยู่เสมอ


     และนี่คือ 6 วิธีที่ธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ สามารถใช้จิตวิทยามากระตุ้นยอดขาย คุณอาจจะแปลกใจว่ามันง่ายกว่าที่คิด



 

ใช้ความแปลกใหม่
               

     ผู้คนสนุกกับอะไรที่แปลกไปจากเดิม ไม่เหมือนกับที่คุ้นเคย หากคุณมีผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มจะสามารถดึงดูดคนที่ชอบความแปลกใหม่ได้ วิธีนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อขายสินค้าแฟชั่น วิธีหนึ่งในการเพิ่มความแปลกใหม่และดึงดูดใจลูกค้าก็คือการออกสินค้า “รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น” ผสมผสานความแปลกใหม่เข้ากับความพิเศษ จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าพวกเขาได้รับสิทธิพิเศษและเป็นส่วนตัว
 

ใช้หลักการแห่งความสุข
               

     ความพึงพอใจเป็นความปรารถนาตามธรรมชาติในตัวคนเรา หากผู้บริโภครู้สึกดีกับการจ่ายเงินซื้อสินค้าในครั้งแรก ก็จะอยากซื้ออีก เพราะพวกเขาต้องการจะเดินออกจากร้านพร้อมกับความสุขที่มีสินค้าอยู่ในมือหรือได้รับบริการที่ดีจากแบรนด์ ดังนั้น จงมองหาวิธีที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าการซื้อสินค้าหรือบริการจากแบรนด์ของคุณจะช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า และเน้นย้ำว่าลูกค้าจะได้รับสิ่งนั้นๆ อยู่เสมอเมื่อเลือกแบรนด์ของคุณ



 

สร้างความผูกพันกับลูกค้าด้วยตัวคน หรือมี Human Touch
               

      บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา หรือบอกว่ามันทำให้ชีวิตของใครบางคนดีขึ้นอย่างไร ทำให้พวกเขามีความสุขขึ้นได้อย่างไร เมื่อเห็นคนอื่นพอใจและประสบความสำเร็จจะเกิดแรงผลักดันในเชิงบวก และทำให้พวกเขารู้สึกมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้มากขึ้น เพราะรักแล้วก็ยินดีจ่ายเพื่อสนับสนุนใช่ไหมล่ะ
 

สร้างความอยากรู้อยากเห็น
               

      วิธีที่ประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าสนใจแบรนด์มากขึ้น ก็คือ การเก็บบางสิ่งบางอย่างไว้ ไม่บอกทุกอย่างตั้งแต่แรก เพื่อให้เขาติดตามอยากรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ว่าจะเปิดตัวสินค้าใหม่ตัวไหน หรือสินค้านี้มีความพิเศษอย่างไร ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้สร้างคอนเทนต์ที่ทำให้ลูกค้าอยากอ่านต่อ ให้คลิกต่อ และเมื่อใดก็ตามที่แบรนด์สามารถให้ข้อมูลที่พวกเขาต้องการก็จะสร้างความพึงพอใจให้คนซื้อ จนนำไปสู่การตกลงซื้อในที่สุด



 

สร้างสรรค์บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่
               

       นึกถึงเวลาที่แบรนด์ใหญ่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์สักอย่าง มักมีข่าวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้นเป็นเวลานานกว่าจะถึงวันเปิดตัวจริงๆ แบรนด์เหล่านั้นสร้างความคาดหวัง โดยบอกว่าผลิตภัณฑ์นี้จะดีกว่ารุ่นก่อน หรือดีกว่าคู่แข่งอย่างไร และทำไมผู้บริโภคถึงต้องซื้อ บอกผู้บริโภคที่ตั้งตารอว่ามีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น ทำให้พวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่แบรนด์หรือธุรกิจของคุณจะนำเสนอจะสร้างความแตกต่างอย่างมากให้เกิดขึ้นกับชีวิต
               

      กระซิบว่าตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ที่ทำให้ใครๆ ก็อยากจะจับจองเป็นเจ้าของก่อนใคร ซึ่งแบรนด์เล็กๆ ก็สามารถทำการตลาดด้วยวิธีนี้กับฐานลูกค้าของตัวเองได้ และดูว่าการบอกเล่าปากต่อปากในยุคดิจิทัลมีประสิทธิภาพแค่ไหน
 

ใช้หลักฐานทางสังคม
               

      แบรนด์สมัยนี้ได้รับแรงผลักดันจากการโฆษณาบนโลกออนไลน์ รวมไปถึงลูกค้าที่พึงพอใจในสินค้าและบริการ ซึ่งคนกลุ่มหลังเป็นหลักฐานยืนยันชั้นดีว่าแบรนด์ของคุณน่ะเจ๋งและดีจริง โดยเฉพาะการรับรองโดยคนดังหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงนั้นถือว่าเป็นโบนัสเลยทีเดียว เนื่องจากผู้บริโภคมองหาหลักฐานทางสังคม ซึ่งนั่นคือการพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ที่พวกเขากำลังเลือกดูนั้นมีที่ยืนในโลกโซเชียล เป็นของดีที่ไม่จกตาคนซื้อนั่นเอง
 




www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง