ตอบแชตยังไงให้แตะเงินล้าน เทคนิคเพิ่มยอดขายง่ายๆ ที่หลายคนมองข้าม

TEXT : กองบรรณาธิการ



        เชื่อไหมบางทีเคล็ดลับง่ายๆ ที่ทำให้หลายธุรกิจประสบความสำเร็จมานักต่อนักแล้ว กลับเป็นเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัวอย่างเช่น “การตอบแชตลูกค้า” นั่นเอง


       ซึ่งจะว่าไปการตอบแชตกับลูกค้า ก็เหมือนการทำหน้าที่เป็นพนักงานขายคนหนึ่งของร้านก็ว่าได้ เมื่อมีลูกค้าสนใจเข้ามาสอบถาม เราก็ต้องให้การต้อนรับอย่างดี และช่วยอำนวยความสะดวก อธิบายสินค้าให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจได้ เพราะนี่อาจเป็นโอกาสสำคัญที่ลูกค้าเดินเข้ามาหาคุณแล้วก็ได้ ฉะนั้นอย่าปล่อยให้ลูกค้าหลุดมือลองมาเรียนรู้เทคนิคตอบแชตมัดใจลูกค้ากัน





อย่ามองข้าม 5 นาทีแรก

 

       การตอบแชตที่รวดเร็วและครบถ้วน ยังคงเป็นด่านสำคัญด่านแรกที่ทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจร้านค้าได้เสมอ โดยเฉพาะในช่วง 5 นาทีแรกของการได้พูดคุยกัน ซึ่งว่ากันว่าเราจะสามารถคาดเดาความต้องการของคู่สนทนาหรือผลลัพธ์ของบทสนทนาที่จะเกิดขึ้นได้ว่าจะออกหัวหรือก้อย ขายได้หรือไม่ได้ก็ใน 5 นาทีแรกนั้น


       ไม่ใช่แค่ร้านค้าเท่านั้นที่ทำการประเมิน แต่เป็นช่วงที่ลูกค้าเองก็กำลังพิจารณาและตัดสินใจว่าจะซื้อสินค้าหรือไม่ซื้อจากร้านค้าเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องมอบให้กับลูกค้า ก็คือ ความประทับใจ เช่น อาจเริ่มทักทายด้วยถ้อยคำที่สุขภาพ เป็นกันเอง ถามสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ตอบข้อซักถามอย่างตรงไปตรงมา ให้รายละเอียดสินค้าเท่าที่ลูกค้าต้องการ ลูกค้าบางรายอาจต้องใช้เวลาพูดคุยนานสักหน่อย แต่บางครั้งยอดขายที่ได้มาก็อาจคุ้มค่าเกินกว่าที่คุณจะคิดก็ได้





จะรู้ได้ยังไงว่าลูกค้าพอใจหรือเปล่า

 

          เป็นปัญหาให้กับร้านค้าหลายรายเช่นกัน ที่บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าในขณะที่เรากำลังทำการสื่อสารกับลูกค้าอยู่ ลูกค้าเกิดความพึงพอใจกับบริการที่ได้รับ หรือสนใจสินค้าของเราหรือไม่ วิธีสังเกตง่าย ๆ อาจลองเริ่มจากการดูที่จังหวะการพูดคุยหรือความเร็วในการตอบกลับมาก็ได้ ถ้าตอบเร็วแสดงว่าสนใจ ถ้านิ่งเงียบหายไปอาจจะกำลังคิดตัดสินใจหรือไม่สนใจก็ได้ ร้านค้าอาจลองสอบถามเพิ่มเติมเข้าไปว่าลูกค้าติดขัดอะไรหรือเปล่า เพื่อช่วยหาทางแก้ไขปัญหา หรือหากลูกค้าไม่ชอบจริงๆ ก็บอกลาอย่างสุภาพ เช่น หากมีโอกาสให้ช่วยเหลืออะไร ก็สามารถสอบถามเข้ามาใหม่ได้





อย่าแค่ Copy Paste

 

         หลายร้านอาจเคยชินกับการที่ไม่ว่าลูกค้าจะถามอะไรมา ก็มักจะก๊อปปี้ชุดคำตอบไปให้ โดยยังไม่ทันดูให้ดีก่อนว่าลูกค้าถามอะไรมา หรือมีความต้องการอะไร การใช้ข้อความตอบกลับอัตโนมัติเบื้องต้นสำหรับลูกค้าที่เข้ามาครั้งแรกยังพอเข้าใจได้ เพื่อเป็นการทักทายหรือให้ลูกค้าทำความเข้าใจกับสินค้าเบื้องต้นไปก่อน แต่จากบทสนทนาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หากคุณยังใช้วิธีการแบบเดิมหรือก๊อปปี้ชุดข้อความไปให้ แทนที่จะตอบคำถามตรงๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ เช่น สินค้ามีสีแดงไหม แทนที่จะตอบว่ามีหรือไม่มี คุณกลับส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับลูกค้า นอกจากจะทำให้เสียเวลาในการต้องมาหาคำตอบเอง ยังแสดงถึงความไม่ใส่ใจด้วย ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าหลุดลอยไปได้ เพราะการพูดคุยที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกดีที่สุด ก็คือ การพูดคุยแบบถามตอบที่ได้คุยกับคนจริงๆ มากกว่า





อย่าลืมปิดการขาย

               

         เทคนิคข้อสุดท้ายที่อาจทำให้หลายร้านพลาดยอดขายมานักต่อนักแล้ว ก็คือ การให้ข้อมูลครบถ้วนตามที่ลูกค้า แต่สุดท้ายกลับลืมที่จะปิดการขาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดเลยที่ลูกค้าเงียบหายไปแล้วเราจะทวงถามกลับไป บางครั้งอาจไม่ใช่เพราะลูกค้าไม่พอใจ แต่อาจกำลังติดธุระสำคัญจนลืมที่จะคุยต่อก็ได้ การถามกลับไปจึงเป็นการช่วยกระตุ้นความสนใจของลูกค้า ซึ่งเราอาจใช้คำถามง่ายๆ เช่น ต้องการรับเป็นไซส์ไหนดีคะ, สะดวกให้ส่งสินค้าให้วันไหน หรือนำเสนอโปรโมชั่นที่น่าสนใจเพิ่มเข้าไป วิธีการดังกล่าวจะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น หรือหากยังไม่ต้องการจริงๆ ก็จะได้รู้คำตอบ ดีกว่าปล่อยโอกาสไปเฉยๆ โดยที่ไม่ทันได้ถามให้ดีก่อน





 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง