ซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง เทรนด์การชำระเงินบนโลกออนไลน์ ที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น




          ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง (Buy Now, Pay Later : BNPL) กำลังเป็นเทรนด์การจับจ่ายซื้อของบนโลกออนไลน์ เพราะคนที่ไม่มีบัตรเครดิตก็สามารถซื้อหรือผ่อนชำระได้เหมือนกัน และแม้แต่คนที่ถือบัตรเครดิตอยู่แล้วก็กำลังหันมาชำระเงินด้วยวิธีนี้


          ความนิยม BNPL ค่อยๆ เติบโตขึ้นแต่มาก้าวกระโดดในช่วงโควิด-19 นี่เอง ด้วย 3 สาเหตุใหญ่ๆ คือ

      
           1. คนหันมาช็อปออนไลน์มากขึ้น


           2. การเงินที่ไม่คล่องตัวในยุคปัจจุบัน หลายคนยั้งใจมากขึ้นในการจะจ่ายเงินซื้อของแต่ละที แต่ว่า BNPL เข้ามาแก้ปัญหาตรงนั้นได้ เพราะแทนที่จะต้องจ่ายเงินทันทีผู้ซื้อสามารถเลื่อนการชำระเงินไปวันหลังได้ โดยตัวเลือกยอดนิยมจะจ่ายใน 30 วัน หรือแบ่งง่ายเป็นงวดๆ โดยที่ปลอดดอกเบี้ย แม้ว่าหลายแพลตฟอร์มจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจ่ายล่าช้าก็ตาม


           การแบ่งจ่ายได้ทำให้รู้สึกว่าแม้จะเป็นสินค้าชิ้นใหญ่อย่างเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่สินค้าแบรนด์เนมก็ดูมีราคาไม่แพง ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และถึงเงินไม่พอในตอนนี้ก็ยังซื้อได้อยู่ดี


            ที่สำคัญคือ 3. ผู้ใช้บริการ BNPL ไม่ต้องมีการตรวจสอบเครดิต ไม่มีการขอหลักประกันเหมือนกับการขอสินเชื่อ ทลายข้อจำกัดทางการเงินของผู้บริโภคไปอีกขั้น





FinTech ที่ครองใจเหล่า Millennials และ Gen Z

               

             Buy Now, Pay Later เป็น FinTech ที่เปิดตัวครั้งแรกโดย Afterpay ในปี 2558 ในตอนนั้นกำหนดให้มีการแบ่งชำระเงินเป็น 4 งวดโดยไม่มีดอกเบี้ยหรือการตรวจสอบเครดิตขั้นต่ำ และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Afterpay ได้ให้บริการทั่วออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ หลังจากนั้นก็มีบริการเดียวกันจาก Klarna ขึ้นในยุโรป และ Affirm เกิดขึ้นในสหรัฐฯ จนถึงตอนนี้ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดการชำระเงินอย่าง PayPal, Square ก็มีบริการ BNPL หรือแม้แต่บริษัท Mastercard ยังเปิดตัว Mastercard Installments แพลตฟอร์มที่อนุญาตให้ธนาคารหรือผู้ให้สินเชื่อต่างๆ สามารถเสนอ BNPL ให้กับลูกค้าได้


            บริการนี้ไม่ได้มีแค่ในแพลตฟอร์มการซื้อขายในต่างประเทศเท่านั้น เพราะเทรนด์นี้ได้รุกคืบเข้ามาในประเทศไทยแล้ว  โดยแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสอย่าง Shoppee ที่เพิ่งเปิดตัว SPayLater ในช่วงกลางปี 2564 นี้เอง หรือมาร์เก็ตเพลสน้องใหม่อย่าง LerdBuy ที่กำลังทำการตลาดอย่างหนักโดยชู BNPL เป็นจุดขาย





              และแน่นอนว่าผู้บริโภคที่ตอบรับบริการนี้มากที่สุดก็คือกลุ่มที่เคยชินกับการช็อปออนไลน์อย่าง Millennials และ Gen Z นับย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2561 เลยทีเดียวที่ผู้ใช้บริการ BNPL หลักๆ เป็นกลุ่ม Millennials หรือ Gen Z มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ แต่คาดว่าสัดส่วนนี้จะลดลงเหลือ 73.2 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ เพราะคนวัยอื่นก็เริ่มหันมาใช้บริการนี้เช่นเดียวกัน


             ถึงอย่างนั้นกลุ่ม Millennials จะยังคงเป็นฐานผู้ใช้ส่วนใหญ่ไปจนถึงปี 2568 มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วน Gen Z จะกินส่วนแบ่งมากขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 2565 นักช็อปออนไลน์ที่เป็น Gen Z จะใช้บริการ BNPL อย่างน้อย 1 ครั้ง


              โดยที่สินค้ายอดนิยมที่ผู้บริโภคซื้อโดยใช้บริการ BNPL ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าและแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ รวมไปถึงสินเค้าเพื่อความบันเทิงดิจิทัลอื่นๆ อย่าง ภาพยนตร์ เกม หรือเพลง และในอีกไม่นานเราจะเห็นบริการชำระเงิน BNPL ในธุรกิจท่องเที่ยว และแม้กระทั่งการดูแลสุขภาพด้วย



 

ผลกระทบต่อผู้ขาย

               

            แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว แพลตฟอร์มที่ให้บริการ BNPL จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ค้าสูงถึง 8-10 เปอร์เซ็นต์ต่อการสั่งซื้อ ซึ่งมากกว่าที่บริษัทบัตรเครดิตเก็บเสียอีก แต่เมื่อลองคำนวณดูแล้วอาจมีประโยชน์หลายประการที่นับว่าคุ้มค่า นั่นก็คือ
               

          ได้รับเงินทันทีเหมือนลูกค้าจ่ายเงินสด : เมื่อลูกค้าใช้บริการ BNPL แพลตฟอร์มจะเป็นคนจ่ายเงินค่าสินค้าเต็มจำนวนให้กับร้านค้า และรับภาระในการติดตามการชำระเงินหรือการผ่อนชำระจากลูกค้าเอง
               

            มีโอกาสในการขายมากขึ้น : หากลูกค้าต้องจ่ายเป็นเงินสดก้อนใหญ่หรือใช้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูง หลายคนเลือกที่จะตัดใจไม่ซื้อสินค้าราคาแพงๆ ไปเลยก็ได้ แต่ BNPL จะช่วยให้ลูกค้าไม่ตัดสินใจแบบนั้นเพราะภาระที่ต้องจ่ายนั้นเบาลงจนจ่ายได้ หรือบางครั้งลูกค้ายังไม่แน่ใจว่าจะซื้อสินค้านั้นเป็นครั้งแรกดีหรือไม่ ถ้าได้ของมาลองก่อนที่จะต้องจริงก็ช่วยให้ตัดสินใจซื้อมาลองได้ง่ายขึ้น



               

           ขยายฐานลูกค้า : ร้านค้าสามารถดึงดูดลูกค้าที่อาจจะไม่คิดซื้อสินค้าของแบรนด์มาก่อนอาจจะเพราะสินค้ามีราคาสูง เมื่อร้านค้าเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการ BNPL ทำให้สามารถเข้าถึงผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าใหม่ได้อีกจำนวนมาก
               

          ผู้ซื้อซ้ำมากขึ้น : จากข้อมูลของ McKinsey พบว่านักช็อปที่มีประสบการณ์ใช้บริการ BNPL 15-20 ครั้งต่อปี จะเข้าแอปพลิเคชันเพื่อเลือกดูสินค้า 10-15 ครั้งต่อเดือน และมีข้อมูลว่าร้านค้าที่มีบริการ BNPL จะมีอัตราการซื้อซ้ำที่ 20 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
               

            ลูกค้าซื้อสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น : เพราะ BNPL เน้นไปที่การแบ่งชำระตั้งแต่ 2 เดือนไปจนถึง 1 ปี ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าราคาสูงได้ง่าย บริการนี้ได้รับความนิยมสูงสุดในสินค้าที่มีราคาสูงถึง 250 ดอลลาร์ และถ้าหากลูกค้าใช้บริการ BNPL แล้วชำระเงินตามกำหนด แพลตฟอร์มก็จะเพิ่มวงเงินใช้จ่ายให้ในอนาคต
 
 

         ที่มา : https://www.mytotalretail.com/article/what-the-buy-now-pay-later-trend-means-for-retail-and-returns/
                   https://www.scalefast.com/blog/buy-now-pay-later/
                   https://www.mastercard.com/news/perspectives/2021/buy-now-pay-later-mastercard-installments/
 
 



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง