หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

TEXT : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

 

     โกดักคิดค้นกล้องดิจิทัลได้แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ฟิล์มและกล้องคือเครื่องมือที่ช่วยให้ลูกค้าบันทึกความทรงจำ จะได้นำเอาความทรงจำนั้นกลับมาดูได้อีกเมื่อต้องการ ถ้าโกดักมองตัวเองว่าอยู่ในธุรกิจการบันทึกความทรงจำ ประสบการณ์ และความรู้สึกที่ดีของลูกค้า ก็คงไม่เก็บกล้องดิจิทัลไว้บนหิ้งแล้วปล่อยให้บริษัทอย่าง ฟูจิ โซนี่ และแคนนอน คว้าโอกาสนี้ไปได้ง่ายๆ  

     อาการมองตัวเองไม่ออกนี้เองที่เรียกกันว่า การตลาดสายตาสั้น หรือ Marketing Myopia คนที่ใช้คำนี้เป็นคนแรกเมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว คือ ศาสตราจารย์ ธีโอดอร์ เลวิตต์ อาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่ Harvard Business School  

     

     ตามนิยามพจนานุกรมออกซ์ฟอร์ด การตลาดสายตาสั้น หมายถึง  

     “การที่องค์กรล้มเหลวในการนิยามธุรกิจของตนเองจากมุมมองของลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น บริษัทรถไฟที่นิยามว่า ตัวเองอยู่ธุรกิจรถไฟแทนที่จะเป็นธุรกิจการขนส่ง จึงมองไม่เห็นว่า รถยนต์ เครื่องบิน และรถบัส ต่างก็เป็นคู่แข่งในธุรกิจขนส่งเหมือนกัน พอให้ความหมายกับธุรกิจของตนเองไว้แคบเกินไป ก็เลยคิดถึงความต้องการของลูกค้าแค่ในภาพรวม ไม่สามารถหาจุดที่เห็นหัวใจของความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้”

     ปัญหาการตลาดสายตาสั้นมีมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในสมัยนั้น มีช่างตีเหล็กกลุ่มหนึ่งที่ผันตัวเองมาเป็นคนคอยดูแลเกือกม้าให้กับนักเดินทาง เพื่อให้ม้าสามารถพาคนไปยังจุดหมายได้อย่างราบรื่น พวกเขามองตัวเองว่าเป็นช่างใส่และซ่อมเกือกม้า จึงโฟกัสไปที่การให้บริการคนที่เดินทางด้วยม้าหรือใช้รถม้า แต่ถ้าหากพลิกมุมคิดสักนิดจะรู้ว่า ความจริงแล้วพวกเขาอยู่ในธุรกิจการซ่อมบำรุงยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง เมื่อกำหนดงานของตัวเองไว้แคบเลยไม่เห็นโอกาสจากการที่มีคนนำรถยนต์มาใช้แทนรถม้ามากขึ้น ทั้งที่รถยนต์รุ่นแรกแรกๆ ยังไม่ทนทานนัก มีชิ้นส่วนที่ต้องเปลี่ยน หรือซ่อมแซมเป็นประจำ ชิ้นส่วนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความซับซ้อนจนเกินความสามารถของช่างตีเหล็กที่จะซ่อมแซมมันเลย

     ฮอลลีวู้ดก็เคยพลาดท่าจนเกือบเจ็บเพราะโรคการตลาดสายตาสั้นเหมือนกัน ผู้บริหารของฮอลลีวู้ดคิดว่า พวกเขาอยู่ในธุรกิจการสร้างหนัง จึงไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งโทรทัศน์หรือเคเบิลทีวีจะกลายมาเป็นคู่แข่ง หากฉุกคิดสักนิดจะเข้าใจว่า หนัง ละคร สารคดี หรือแม้แต่เกมโชว์ ก็คือการให้ความบันเทิงกับลูกค้า ดังนั้น หนังของฮอลลีวู้ดจึงไม่ได้แข่งกับหนังค่ายอื่นเท่านั้น แต่ยังต้องแข่งกับรายการทีวีและเคเบิลทีวีที่ต่างก็สร้างขึ้นมาเพื่อให้ความบันเทิงด้วยเช่นกัน  

     นอกจากนี้แล้ว ฮอลลีวู้ดยังคิดว่าหนังควรจะฉายในโรงหนังเท่านั้น จึงไม่ได้สนใจพฤติกรรมการดูหนังของลูกค้ากำลังเปลี่ยนไป การไปดูหนังในโรงหนังไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำเป็นประจำ เพราะหากรอสักพักก็สามารถหาดูหนังออนไลน์ได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่อยากดูมาก ลูกค้าส่วนหนึ่งก็ไม่อยากเสียเวลาเดินทางไป ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีระบบแสง สี เสียงในบ้านพร้อม การดูหนังที่บ้านก็ได้บรรยากาศไม่แพ้การดูในโรงหนัง แถมมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าจะดูเมื่อไหร่ก็ได้ ในอนาคตจึงอาจเป็นไปได้ว่าสัดส่วนรายได้จากหนังที่ฉายในโรงจะลดลง และสัดส่วนรายได้ที่มาจากการขายหนังให้กับคนดูโดยตรงผ่านระบบออนไลน์จะเพิ่มมากขึ้น

     ถ้าต้องการประเมินว่าธุรกิจของเราติดโรคการตลาดสายตาสั้นหรือไม่ สามารถสังเกตได้จากอาการต่อไปนี้

     อาการที่ 1 คือ การคิดว่าถ้าคนมากขึ้นธุรกิจก็โต การคิดว่าถ้ามีคนมากขึ้น ขนาดของตลาดสำหรับธุรกิจของเราย่อมเพิ่มขึ้น กำไรจึงเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกับการเพิ่มขึ้นของประชากร ความเชื่อนี้ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป ร้านเช่าแผ่นซีดีและวีซีดีมักจะตั้งอยู่ในบริเวณที่มีประชากรหนาแน่น และมีคนย้ายเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะถึงมีคนเพิ่มขึ้น แต่คนเหล่านี้ก็หันไปดูหนังออนไลน์แทนการเช่า เพราะหนังส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในร้านก็เป็นหนังเก่าที่หาดูได้ทางออนไลน์เหมือนกัน

     อาการที่ 2 คือ ชนะเสียจนเคยตัว เลยคิดว่าสินค้าและโมเดลธุรกิจที่ใช้อยู่เหมาะสมดีแล้ว จึงสนใจแต่การผลิตสินค้าจำนวนมากๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ช่วยให้ต้นทุนต่ำลง กำไรต่อชิ้นก็จะสูงขึ้น โนเกียก็คิดแบบนี้ จึงผลิตโทรศัพท์มือถือหลายรุ่น ผลิตจำนวนมาก โดยไม่ได้สนใจว่าผู้ท้าชิงอย่างซัมซุงและแอปเปิลก็มีผลิตภัณฑ์ที่สามารถให้ความสะดวกในการใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน แถมในบางมิติอาจมีความเด่นโดนใจลูกค้ามากกว่าโนเกียเสียด้วยซ้ำ

     อาการที่ 3 คือ การให้ความสำคัญกับการขายมากกว่าการตลาด การขายหมายถึงการหาเงินกลับเข้ามาให้มากที่สุด แต่การตลาดมีความลุ่มลึกและซับซ้อนมากกว่า เนื่องจากการตลาดคือ การหาหนทางในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าลูกค้าจะรู้ว่าตนเองต้องการสิ่งนั้นหรือไม่ ดังนั้น การตลาดจึงไม่ใช่แค่การขายของดี แต่ต้องเป็นของที่โดนใจทั้งตัวสินค้าและการบริการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำแก่ลูกค้า การแก้ปัญหา การส่งมอบสินค้า การบริการหลังการขาย และบทบาทของธุรกิจในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม   

     โซนี่วอล์คแมน เป็นตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่เคยโตมาด้วยการตลาดแต่ตายเพราะสนใจการขาย วอล์คแมนแจ้งเกิดได้เพราะเป็นเครื่องเสียงแบบพกพาที่ช่วยให้คนสามารถฟังเพลงที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องแบกเครื่องเล่นเทปเครื่องใหญ่เทอะทะไปด้วย ความบันเทิงแสนสะดวกคือ จุดขายซึ่งตรงใจลูกค้า น่าเสียดายที่หลังจากนั้นโซนี่ก็สนใจแต่การเพิ่มยอดขาย  

     แม้ว่าจะมีการปรับปรุงวอล์คแมนให้เป็นเครื่องเล่นซีดี ซึ่งให้คุณภาพเสียงดีกว่าเดิมเพื่อตอบโจทย์ของลูกค้า แต่สิ่งที่โซนี่ก็ยังติดกรอบเดิมเรื่องการออกแบบ ไม่ได้สนใจลดขนาดของวอล์คแมนให้เล็กลงไป เพราะการทำเช่นนั้นต้องมีการลงทุนเพิ่ม เพราะใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างจากที่มีอยู่อย่างมาก จึงเลือกจะขายสินค้าที่ผลิตโดยเทคโนโลยีเดิมต่อไป จนเปิดโอกาสให้เครื่องเล่น MP3 สารพัดแบบสามารถเข้ามาตีตลาดได้โดยที่โซนี่ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ พอเลือกจะผลิตเครื่องเล่น MP3 ไปขายแข่งกับเขาบ้าง ก็ตั้งราคาสูง แถมไม่ได้มีอะไรโดดเด่นขึ้นมา วอล์คแมนจึงตกจากบัลลังก์ไปตลอดกาล

     อาการสุดท้าย คือ การคิดว่าสินค้า = ธุรกิจ ลองถามตัวเองว่าเราอยู่ในธุรกิจอะไร ถ้าคำตอบของเรากลายเป็นชื่อของสินค้าที่เราผลิต แสดงว่าเราอาการหนักแล้ว คำตอบที่ดีควรจะช่วยให้เราเห็นภาพว่า ธุรกิจของเราส่งมอบคุณค่าอะไรให้ลูกค้า เครื่องพิมพ์ดีดโอลิมเปียคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตเครื่องพิมพ์ดีด พอรู้ว่ามีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้พิมพ์งานได้ก็ไม่ได้รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรมากนัก แค่พัฒนาให้เครื่องพิมพ์ดีดของตัวเองสามารถแสดงข้อความที่จะพิมพ์ให้คนพิมพ์เห็นก่อนสั่งพิมพ์ข้อความนั้น ถ้าโอลิมเปียเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจอุปกรณ์สำนักงานก็จะคิดได้ว่า คอมพิวเตอร์จะมาแทนเครื่องใช้สำนักงานหลายอย่างซึ่งรวมถึงเครื่องพิมพ์ดีดด้วย 

     แล้วเราจะสร้างภูมิต้านทานไม่ให้ธุรกิจของเราติดโรคการตลาดสายตาสั้นได้อย่างไร?  

     อย่างแรกที่ทำได้คือ การรู้จักธุรกิจของตัวเองจากมุมมองของลูกค้าว่าธุรกิจของเราเข้าไปอยู่ในส่วนไหนในชีวิตของพวกเขา เพราะขอบเขตของการทำธุรกิจมักจะกว้างกว่าสินค้าหรือบริการที่เราขายอยู่ในตอนนี้เสมอ  

     อย่างที่ 2 คือ จะต้องรู้จักสังเกตการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของลูกค้ากลุ่มเล็กๆ ก็อาจให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราปรับตัวได้ล่วงหน้า

     อย่างที่ 3 คือ การรู้จักตั้งคำถามยากๆ ว่า เมื่อไหร่ถึงจะเลิกขายสินค้าที่เราขายอยู่ตอนนี้ แม้ว่าจะเป็นสินค้าที่กำลังขายดีแบบเทน้ำเทท่าก็ตาม และหาคำตอบต่อให้ได้ว่าแล้วจะขายอะไรต่อดีจึงจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่าสินค้าเดิม เพราะเมื่อไหร่สายตาของเราจับจ้องความสำเร็จในปัจจุบัน ก็จะมองไม่เห็นเส้นทางที่จะพาเราไปสู่อนาคต

     ว่ากันว่า ชะตาชีวิตของธุรกิจจะยืนยาวแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหารว่าจะสามารถมองได้ไกล ได้ลึก  และได้กว้างแค่ไหน ใครมองได้ไกล ได้ลึก ได้กว้าง ธุรกิจก็อายุยืน ส่วนใครที่ติดโรคสายตาสั้นทางการตลาด จนมองใกล้แค่ปลายนิ้วตัวเอง ก็เชื่อได้เลยว่าชะตาของธุรกิจคงจะสั้นอยู่แค่นั้นเช่นกัน

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 

RECCOMMEND: MARKETING

เคสยาดม ชวนหิว ไอเดียทำเงิน จากไอเทมฮิต ว้าว! จนอยากหยิบมาใช้

พบไอเดียสุดเก๋ “เคสยาดม ฉบับคนหิว” ที่นำเอาเมนูสรีทฟู้ดแบบไทยๆ รวมถึงอาหารฟาสฟู้ดมาปั้นด้วยดินไทย ทำเป็นเมนูต่างๆ อาทิ ผัดไท, ส้มตำ, ก๋วยเตี๋ยว, มาม่า ต้มยำกุ้ง, แฮมเบอร์เกอร์, ถังไก่ KFC

รู้จัก FOMO Marketing กลยุทธ์ปลุกความกลัวพลาด ที่ช่วยเร่งยอดขายโต

ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพราะอยากได้เสมอไป แต่ซื้อเพราะ ‘กลัวพลาด’ รู้จัก FOMO Marketing กลยุทธ์ต้นทุนต่ำที่ช่วยให้ SME ปิดการขายได้ไวขึ้น

รวมกับดักการตลาด ที่กำลัง “ฆ่า” SME แบบไม่รู้ตัว ดูวิธีรอดที่ทำได้ทันที

พาไปแกะทีละข้อ ว่าทำไม “สูตรยิงแอด” หรือ “สูตรทำคอนเทนต์” ที่เวิร์กกับคนอื่น ถึงไม่เวิร์กกับคุณ พร้อมชี้ทางออก ที่จะทำให้การสื่อสารแบรนด์กลับมา “เข้าเป้า” ได้จริง