3 เทคนิคพูดให้ได้ยอด ได้ใจลูกค้า ใครลุยก่อน รวยก่อน

TEXT : ผศ.ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์

Main Idea

  • ทั้งๆ ที่ทักษะการพูดเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้การทำธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่คนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะด้านนี้

 

  • ที่สำคัญแค่พูดให้รู้เรื่องอาจไม่พอ ต้องพูดยังไงให้อีกฝ่ายคล้อยตามและตัดสินใจแบบไม่ลังเล ทักษะแบบนี้อาจไม่ต้องพึ่งพรสววรค์ แค่ลองเปิดใจกับ 3 เทคนิค ใครลุยก่อน ก็ทำได้ก่อน

     มีดีแค่สินค้าคงไม่พอ!! ทักษะการสื่อสารกลายเป็นความได้เปรียบใหม่ของผู้ประกอบการทุกแพลตฟอร์ม ทั้งพูดแบบเจอหน้าหรือพูดผ่านสมาร์ทโฟนล้วนยึดเป้าหมายเดียวกัน ขอให้ลูกค้าซื้อ ซื้อเยอะๆ ซื้อแบบไม่ลังเล เหมือนเป่าคาถาพารวย ลูกค้าจงรักจงหลง

     กลับมาสู่ความจริง น่าเสียดายที่คาถาพารวยมักสะดุดตั้งแต่เริ่มต้น หลายครั้งผู้ประกอบการมาปรึกษาว่า อาจารย์โบว์มีเทคนิคพูดไหม ไม่กล้าพูด อยากพูดเก่ง พูดอย่างไรให้ลูกค้าสนใจและซื้อทันที หรือมีแพลนไปเจรจาการค้า ต้องพูดอย่างไรให้อีกฝ่ายสนใจ หากไป Pitch งานเพื่อขอทุน พูดอย่างไรถึงชนะใจกรรมการ หลากหลายเหตุผล แต่กลับตอกย้ำความสำคัญของการพูด นี่คือโอกาสทางการตลาดหรือใบเบิกทางชัดๆ

     ขอย้ำว่าพูดได้กับพูดเป็นไม่เหมือนกัน ทุกคน ‘พูดได้’ มากน้อยอีกเรื่องหนึ่ง แต่การ ‘พูดเป็น’ ต้องฝึกฝนบ่อยๆ มีอะไรให้คิดเผื่อเยอะ ได้แก่ วัตถุประสงค์ในการพูด ความเหมาะสมกับกาลเทศะ สถานการณ์ หรือบริบทแวดล้อม เพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี อยากคุยต่อ เหมือนเราสามารถเข้าไปนั่งอยู่กลางใจเขา

3 Step พูดให้ได้ยอด ได้ใจลูกค้า

     ก่อนอื่นต้องสำรวจตัวเองว่าเป็นคนชอบพูดไหม ถ้าชอบก็ต่อยอดได้ไว ฝึกแป๊บเดียวกลเม็ดแพรวพราวแน่นอน ถ้าไม่ชอบอยากให้ลองเปิดใจ อย่าเพิ่งเกลียดและคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะความสามารถด้านการพูดไม่จำเป็นต้องเริ่มจากใจรัก

     หลายคนเริ่มจากความจำเป็น ไม่ยอมแพ้กับโชคชะตา เช่น ต้องการหารายได้เพื่อแบ่งเบาภาระที่บ้านเลยไปสมัครเป็นเซลล์หรือพนักงานขาย ความจำเป็นเร่งทุกอย่างเร็วขึ้น ไม่มีเวลาให้คิดอะไรเยอะแยะ เป้าหมายมีไว้พุ่งชน ฝึกฝนจนเอาชนะข้อจำกัดที่มีอยู่

     ใครลุยก่อน ทำได้ก่อน!! เทคนิคเจรจา พูดให้ได้ยอด ได้ใจลูกค้า มี 3 ขั้นตอน Step by Step ดังนี้

Step 1 เอาสิ่งคิด ออกมาเป็นคำพูดให้มากที่สุด

     ในหัวมี 100% แต่ปล่อยออกปากได้กี่ % ประเมินตัวเองง่ายๆ ลองเล่าเรื่องธุรกิจในฝันให้ครอบครัวหรือคนรอบข้างฟัง ถ้าเล่าจากหัว (คิดโปรเจ็กต์สวยหรู ในหัวเล่าเป็นฉากๆ ลื่นไหลไม่สะดุด) แต่เล่าจริงเหลือเนื้อหาไม่ถึงครึ่งหัว เตรียมใจไว้ นี่คือการบ้านกองโตสำหรับพัฒนาตัวเอง เพราะต้องกู้ข้อมูลกลับคืนมาเยอะ จริงๆ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองมีทักษะแปลงความคิดเป็นคำพูดอยู่กี่ % ลองแล้วจะได้รู้ แก้ให้ถูกจุดดีกว่าชอบโทษคนอื่นว่าฟังไม่รู้เรื่อง จริงๆ เราพูดไม่รู้เรื่องต่างหาก

     Step 2 พูดให้รู้เรื่อง อย่าลืมปรับเป็นภาษาสุภาพ  

     บางคนแปลงจากหัวไปปากได้เยอะ แต่ดันพูดไม่รู้เรื่องก็มี คือ แปลงต้นฉบับเก่ง แต่เน้นพูดเอง เออเอง เข้าใจเองคนเดียว แบบนี้คุยหรือเจรจากับใครไม่น่ารอด เห็นไหมว่าการพูดให้อีกฝ่ายรู้เรื่องเป็นอีกหนึ่งทักษะที่ต้องฝึกฝน อีกกรณีพูดรู้เรื่อง แต่ดันใช้ภาษาตามใจปากเกินไป สุดท้ายกลายเป็นไม่ให้เกียรติหรือลามปามจนอีกฝ่ายไม่อยากคุยด้วย เสียดายตายตอนจบดื้อๆ

     Step 3 พูดรู้เรื่องไม่พอ ทำอย่างไรให้อีกฝ่ายคล้อยตามและตัดสินใจแบบไม่ลังเล

     พูดรู้เรื่องและสุภาพจนอีกฝ่ายเข้าใจถูกต้อง แต่ยังไม่กล้าการันตรีว่าจะโน้มน้าวใจได้ไหม ปลดล็อคด้วยคาถาง่ายๆ “จงพูดในสิ่งที่อีกฝ่ายได้ประโยชน์” เพราะทุกคนชอบฟังสิ่งที่ตัวเองได้มากกว่าเสีย ถ้ารู้ว่าได้ประโยชน์ คุ้มค่าที่เจรจาด้วย เขาจะรีบเปิดใจ รับฟัง คิดตาม และตอบรับเร็ว อย่าลืมว่าเมื่อเขาได้ประโยชน์ เราก็ได้ประโยชน์เช่นกัน

     ตอนนี้ได้เวลาไปทดสอบตัวเอง ปลดล็อคข้อจำกัดเพื่อค้นพบศักยภาพด้านการพูดที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ!!

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

คิดได้ไง! ร้านขายยำสุดครีเอท ใช้ป้ายร้านยาเก่า เปลี่ยน "ยา" เป็น "ยำ" จนดังทั้งโซเชียล

กลายเป็นกระแสไวรัลดังอยู่บนโซเชียลในขณะนี้ เมื่อป้ายร้านขายยาเก่า ถูกดัดแปลงเป็นป้ายร้านยำเล็กๆ ชื่อว่า “ยำแซ่บเวอร์ สุขุมวิท 101”

เปิด 4 กลยุทธ์ให้ลูกค้ายอมรอซื้อจาก 4 ร้านขายดี คิวแน่น !

ในยุคข้าวยากหมากแพง ร้านค้าหลายแห่งเงียบเหงา แต่ก็มีบางร้านขายดีแบบดีมานด์ล้น อะไร คือ กลยุทธ์หรือความพิเศษให้ร้านเหล่านั้นถึงมีลูกค้ารอคิวเข้ามาใช้บริการ

หมดยุคปั่นยอดวิว? ปี 2026 Social Media เปลี่ยนไป เมื่อ CFO ระดับโลกมองเป็น “สินทรัพย์” ในเกมธุรกิจ

ทำไม CFO ระดับโลกถึงเลิกมองโซเชียลเป็นการตลาด แต่เริ่มนับเป็น "สินทรัพย์"? ถอดบทเรียนดีล 2,000 ล้านดอลลาร์ของแบรนด์ที่โตบน TikTok อย่าง Poppi ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อโซเชียลแข็งแรง กำไร และ มูลค่าบริษัท"จะพุ่งสูงขึ้นอย่างวัดผลได้