อนาคตส่งออกอัญมณีไทย...ทำอย่างไรเพื่อให้อยู่รอด




 

    สถานการณ์การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในปี 2558 ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตในแดนบวกติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ในปี 2558 น่าจะอยู่ที่ระดับ 7,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัวร้อยละ 4.0 (YoY) 

     โดยความท้าทายของการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในปีนี้ ต้องจับตา 1) มิติของการแข่งขันระหว่างไทยกับคู่แข่งในตลาดคู่ค้าสำคัญ เพื่อช่วงชิงกำลังซื้อผู้บริโภค 2) ข้อจำกัดทางการค้าของคู่ค้าที่เอื้อต่อการทำตลาดของคู่แข่ง 3) ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่มีความแตกต่างและซับซ้อนมากขึ้น 

    ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อธุรกิจ อาทิ ค่าเงินบาท สกุลเงินของคู่แข่ง โดยเฉพาะหลังจากทางการจีนปรับลดค่าเงินหยวน ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทย รวมทั้งทิศทางราคาทองคำและเศรษฐกิจของคู่ค้าสำคัญ ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมพร้อมรับมือตั้งแต่ในปีนี้ไปจนถึงระยะข้างหน้า

    การทำธุรกิจส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย เริ่มก้าวสู่จุดเปลี่ยน โดยความเคลื่อนไหวในธุรกิจที่เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ 1) การพัฒนารูปแบบการผลิตให้ก้าวไปสู่ระดับ ODM และ OBM มากขึ้น 2) การขยายฐานการผลิต ตลาด และสาขาจำหน่ายในต่างประเทศมากขึ้น 3) การเพิ่มประสิทธิภาพสายการผลิตในประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ เป็นการฉีกรูปแบบการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ที่จะช่วยสร้างโอกาสทางการแข่งขันและผลตอบแทนทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการได้ในอนาคต

    ซึ่งด้วยสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการควรหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนการทำตลาดในระยะต่อไป โดยนอกเหนือจากการปรับกลยุทธ์การตลาดให้มีความเหมาะสมมากขึ้น ทั้งในส่วนของรูปแบบสินค้าและการกำหนดราคาจำหน่าย การบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ โดยอาศัยการพัฒนาฝีมือแรงงานและการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตมากขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการนำเสนอสินค้าที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์และพลวัตความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทรนด์การบริโภคหรือแฟชั่นที่ได้รับความนิยมในขณะนั้น ทั้งในกลุ่มตลาดหลักเดิมที่ไทยทำตลาดอยู่แล้ว และตลาดใหม่ที่ผู้บริโภคสนใจสินค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับมากขึ้น ตลอดจนการหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงตัวผู้บริโภค 

    ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ค่อนข้างมีศักยภาพด้านเงินลงทุนและบุคลากร การหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบการผลิตไปสู่ ODM/OBM รวมถึงธุรกิจค้าปลีกเครื่องประดับในต่างประเทศ เช่น การขยายสาขาล้อไปตามผู้ประกอบการค้าปลีกที่เข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน หรือภูมิภาคอื่นๆ ที่มีอัตราการบริโภคเครื่องประดับในระดับสูง น่าจะทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสทางการตลาดในการเข้าถึงผู้บริโภคและผลตอบแทนได้มากขึ้น

    สำหรับผู้ประกอบการ SME นั้น การปรับตัวที่พอกระทำได้เพื่อลดความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ OEM ก็คือ 1) การปรับปรุงการกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ (อาทิ การลงทุนในเครื่องจักร ซึ่งอาจจะใช้เครื่องจักรที่ราคาไม่สูงมากหรือเครื่องจักรมือสองในระยะแรกไปก่อน) เพื่อคงราคาจำหน่ายเดิมไว้ให้นานที่สุด ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ได้ 2) การพยายามพัฒนาด้านการออกแบบร่วมกับลูกค้า ตลอดจนการหาช่องทางนำเสนอสินค้าไปสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เป็นช่องทางค้าหลักที่นำรายได้มาสู่ผู้ประกอบการ แต่ก็เป็นช่องทางสำคัญที่สามารถช่วยนำเสนอสินค้าไปสู่สายตาผู้บริโภคในวงกว้างได้เช่นเดียวกัน

    นอกจากนี้ ด้วยภาวะการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรง เพื่อช่วงชิงกำลังซื้อในตลาด ผู้ประกอบการไทยควรมีการวางแนวทางการทำธุรกิจที่ชัดเจน (ทั้งกลุ่มเป้าหมายและเทรนด์การบริโภค) เพื่อนำมาวางแผนต่อยอดพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละตลาด ซึ่งก็น่าจะทำให้การดำเนินธุรกิจสามารถเดินไปข้างหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา 


SME Thailand Club : เพื่อนคู่คิด ธุรกิจเอสเอ็มอี
ติดตามข้อมูลดีๆเพื่อชาว SMEs ได้ที่ www.smethailandclub.com

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง