Unplugging เทรนด์แรงปี 2026 ธุรกิจจะเอาชนะใจลูกค้ายุคถอดปลั๊กได้ยังไง

Text: Neung Cch.


      ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แบรนด์จำนวนมากยังคงทุ่มงบการตลาดมหาศาลไปกับโลกดิจิทัล การแข่งขันบนแพลตฟอร์มออนไลน์เข้มข้นขึ้นทุกวัน ค่าโฆษณาสูงขึ้น แต่ความสนใจของผู้บริโภคกลับลดลง

     ขณะเดียวกัน กำลังเกิด “คลื่นใต้น้ำ” ลูกใหญ่ที่หลายธุรกิจเริ่มสัมผัสได้ นั่นคือเทรนด์ “Unplugging”  การเลือกถอยห่างจากหน้าจอและโลกดิจิทัลอย่างตั้งใจ

     Gary Vaynerchuk นักการตลาดระดับโลก เคยชี้ว่า ภายในปี 2026 การไม่ใช้มือถือชั่วคราวจะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะกลายเป็น ไลฟ์สไตล์ราคาแพง ที่ผู้คนโหยหา

     และนี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของ SME ไทยอีกต่อไป

Gen Alpha ถึงเริ่ม "เบื่อ" หน้าจอ

     เรามักเข้าใจว่าเด็กยุคใหม่ต้องอยู่กับหน้าจอ 24 ชม. แต่สถิติโลกบอกเราว่า Gen Alpha (อายุประมาณ 12–15 ปี) ซึ่งเติบโตมากับอัลกอริทึมและคอนเทนต์ที่ไหลไม่หยุด กำลังเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้ากับโลกดิจิทัล หรือที่เรียกว่า Digital Fatigue สิ่งที่คนกลุ่มนี้เริ่มมองหา ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เร็วขึ้นหรือล้ำขึ้นแต่คือ ประสบการณ์ที่หน้าจอให้ไม่ได้

          - Physical Touch: การได้สัมผัสของจริง

          - Real Connection: การคุยกับคนจริงๆ โดยไม่มีหน้าจอกั้น

          - Intentional Living: การได้เลือกใช้เวลาด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้ AI เลือกให้

      นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนผู้ประกอบการว่า ประสบการณ์จริงกำลังกลับมาเป็นคุณค่าหลักอีกครั้ง

พื้นที่ไร้สัญญาณเน็ต จุดขายใหม่ของธุรกิจ

     หากย้อนกลับไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา ร้านอาหาร คาเฟ่ หรือที่พัก มักแข่งขันกันด้วยบริการ Wi-Fi ที่แรงและเร็ว แต่ในปี 2026 กลยุทธ์อาจต้องเปลี่ยน ผู้ประกอบการในหลายประเทศเริ่มทดลองแนวคิด “Phone-Free Zone” หรือพื้นที่ที่ชวนให้ลูกค้าวางมือถืออย่างตั้งใจ

     มีร้านอาหารบางแห่งจัดเตรียมล็อกเกอร์สำหรับฝากโทรศัพท์ หากลูกค้าสามารถใช้เวลาทั้งมื้อโดยไม่หยิบมือถือขึ้นมา จะได้รับสิทธิพิเศษ เช่น เมนูลับ หรือส่วนลดเฉพาะ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความแปลกใหม่
แต่คือการที่ลูกค้าได้จดจ่อกับรสชาติอาหาร บทสนทนา และบรรยากาศตรงหน้า นำไปสู่การบอกต่อแบบปากต่อปาก ซึ่งทรงพลังกว่าการโพสต์บนโซเชียลมีเดียเสียอีก

การถอดปลั๊ก = กำไรที่วัดผลได้

     เทรนด์นี้ไม่ได้มีไว้แค่เอาใจลูกค้า แต่คือเครื่องมือบริหารธุรกิจขั้นเทพ ข้อมูลจาก Harvard Business Review พนักงานที่ได้เว้นจากการแจ้งเตือนบนโซเชียลและอีเมลมีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 31%”SME Tip: ลองตั้งกฎ "No-Laptop Friday" หรือการประชุมแบบเดินคุย (Walking Meeting) เพื่อกระตุ้นไอเดียสร้างสรรค์ที่มักจะถูกปิดกั้นเมื่อเราจ้องแต่หน้าจอ

พฤติกรรม Gen Alpha เมื่อถอดปลั๊ก

     เด็กและวัยรุ่นรุ่นใหม่ไม่ได้ “หนีเทคโนโลยี”แต่กำลัง เลือกใช้มันอย่างมีขอบเขต วันเสาร์ของ Gen Alpha จำนวนไม่น้อย ไม่ใช่การนอนเลื่อนมือถือทั้งวัน แต่คือการออกไปเดินป่า ทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเลือกใช้เวลากับประสบการณ์ที่ต้อง “อยู่ตรงนั้นจริง ๆ” พวกเขาเริ่มให้คุณค่ากับกิจกรรมที่ ไม่สามารถกด Pause ไม่สามารถย้อนดู และไม่มี Notification มาคั่นกลาง ประสบการณ์ที่ต้องอยู่ในขณะนั้น กลายเป็นสิ่งที่มีค่ากว่าคอนเทนต์บนหน้าจอ

สัญญาณเดียวกันกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

     เทรนด์ Unplugging ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในหมู่ผู้บริโภควัยรุ่น แต่กำลังถูกผลักดันในระดับ “นโยบาย สถานที่ และแพลตฟอร์ม”

          - ออสเตรเลีย เริ่มบังคับใช้มาตรการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

          - Private Clubs และ Retreats หลายแห่งกำหนดให้แขกฝากโทรศัพท์มือถือก่อนเข้าใช้บริการ

          - TikTok กำลังทดสอบระบบให้รางวัลสำหรับผู้ใช้ที่ลดเวลาหน้าจอของตัวเอง

          - Phone-Free Dining กลายเป็นเทรนด์ร้านอาหารในยุโรปและเอเชียที่ขาย “ประสบการณ์ร่วมโต๊ะ” มากกว่ารสชาติอย่างเดียว

     เมื่อผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มโหยหาประสบการณ์ที่จับต้องได้ธุรกิจที่ยังขายแค่ “ความสะดวกบนหน้าจอ”
อาจไม่พออีกต่อไป เพราะถ้าเมื่ออนาคตทุกคนอยาก ถอดปลั๊ก  แบรนด์ที่ทำให้คน “อยาก Offline” อาจกลายเป็นแบรนด์ที่ถูกเลือกมากที่สุด

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

พลิกบทบาท “3 สาวอะไหล่ยนต์” สู่เจ้าของแบรนด์ LUCK ผ้าขนหนูอัจฉริยะ แจ้งเตือนได้เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนผืนใหม่ 

แค่พาธุรกิจอะไหล่รถของคนรุ่นพ่อสู่การขายบนโลกออนไลน์ไม่พอ เมื่อการ Transform ครั้งใหม่ของทายาทสาวคือการสร้างแบรนด์ LUCK ผ้าขนหนูอัจฉริยะ ที่ไม่เพียงซึมซับดีแห้งเร็ว แต่ยังมีแถบแจ้งเตือนให้รู้ได้ว่า ถึงเวลาเปลี่ยนผืนใหม่แล้วหรือยัง

CBAM #2 ภาคต่อมาตรการส่งสินค้าไปขายยุโรป จากภาษี สู่ต้นทุนคาร์บอน กติกาใหม่ที่ผู้ส่งออกต้องรู้!

CBAM มาตรการคาร์บอนของสหภาพยุโรป กำลังเข้าสู่ช่วงบังคับใช้จริงในปี 2569 นี้ ที่เปลี่ยนจากแค่ “รายงานข้อมูล” สู่ “การจ่ายจริง” CBAM ปี 2566 กับปี 2569 ต่างกันอย่างไร? ผู้ประกอบการไทยควรโฟกัสอะไรเป็นพิเศษในปีนี้ สรุปไว้ให้แล้วในบทความนี้

PASH เปลี่ยนผลไม้ไทย ให้เป็นธุรกิจสมูทตี้ที่สเกลได้จริง วางระบบด้วยวิธีคิดแบบวิศวกร

PASH ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์สมูทตี้ผลไม้ทั่วไป แต่เป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม การผลิตเชิงอุตสาหกรรม และมุมมองแบบเชฟ มาหลอมรวมเข้ากับวัตถุดิบผลไม้ไทย จนเกิดเป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์และสเกลได้จริง