Text : Nitta Su.
Photo : Sunun Lorsomsab
เพราะต้นทุนชีวิตคนเรามีไม่เท่ากัน…
ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่เราเลือกที่จะทำได้
นี่คือ สิ่งที่ “ตะวัน บุราญรมย์” ชายหนุ่มหนึ่งในหุ้นส่วนร้านอาหารเดลิเวอรี “อิคคิวโตมากับไข่” ได้เรียนรู้มาตลอดเส้นทางชีวิต
ก่อนจะมาเป็นเจ้าของธุรกิจเขาเคยเป็นทั้งนักแสดงสมทบ โค้ชสอนเกมออนไลน์ เจ้าของร้านไก่ทอดเล็ก ๆ และสุดท้าย คือ “คนขับแกร็บ” ที่ตั้งใจทำงานวันละ 12 ชั่วโมง เพื่อให้มีรายได้เข้าทุกวัน
ใครจะคิดว่าจากอาชีพธรรมดานี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่ทำยอดขายเกือบครึ่งล้านบาทต่อเดือนต่อสาขา และทั้งหมดเริ่มจาก “การฟังพอดแคสต์ระหว่างรอลูกค้า” ที่ได้เข้ามาเปลี่ยน Mindset ให้เขากลายเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ขยันมากแค่ไหน ถ้าโมเดลรายได้ไม่เปลี่ยน ก็ได้เท่าเดิม
ตะวันขับรถเฉลี่ยวันละ 12 ชั่วโมง รายได้ต่อเดือนยังไม่หักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 60,000–70,000 บาทตัวเลขเหมือนดูดี แต่กลับมี “เพดาน” การจะทำรายได้เพิ่มขึ้นให้มากกว่านี้ เขาต้องเพิ่มชั่วโมงทำงานให้มากขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึง ชีวิตที่แทบจะไม่ได้พัก เขาจึงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า หากจะทำชีวิตให้มั่นคงกว่านี้ ต้องทำยังไง
ตะวันเล่าว่าข้อดีของการขับแกร็บสำหรับเขา ไม่ได้มีแค่รายได้ แต่มันคือ โอกาสในการเรียนรู้ เขาได้พูดคุยกับเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง ได้ฟังวิธีคิดของคนที่สร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเอง และเริ่มเข้าใจว่า “คนรวย เขามีวิธีคิดกันยังไง”
ช่วงว่างระหว่างรอลูกค้าที่ไม่มีอะไรทำ ตะวันเริ่มจากเปิดเพลงฟังวนไปวนมา เมื่อเริ่มเบื่อจึงเปลี่ยนมาฟังรายการผี แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ตอบโจทย์ กระทั่งวันหนึ่ง เขาได้กดเข้าไปฟังพอดแคสต์ด้านธุรกิจ การลงทุน และการพัฒนาตัวเอง ยิ่งฟังมาก ยิ่งเกิดการซึบซับ ความคิดเริ่มเปลี่ยน จากคนที่เคยเชื่อว่า “ชีวิตเกิดมาจน ไม่มีทุน ไม่มีเครดิต จะทำอะไรได้” กลายเป็นคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มีอะไรที่พอจะทำได้อีกบ้าง”
“แต่ก่อนผมไม่เชื่อว่าตัวเองจะมีเงินแสน เงินล้านได้ เพราะเราโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีต้นทุนมากมาย แต่พอเราเสพสื่อพวกนี้มากขึ้น มันกลับทำให้มีความเชื่อขึ้นมาอีกครั้ง เลยมานั่งทบทวนกับตัวเองว่าเราจะโตต่อจาก 3 อาชีพที่เราถนัดยังไง ทางไหนมีโอกาสมากที่สุด เริ่มจากอาชีพนักแสดง ถ้าจะดังได้ต้องหน้าตาดีระดับหนึ่ง ต้องสูง 180 ซม.ขึ้น อายุต้อง 18-20 ปี แต่เราเกินแล้ว เกือบสามสิบ, ถ้าเป็นเกม ถึงจะทำเงินได้ แต่เราก็เก่งอยู่เกมเดียว (Dota2) และทุกวันนี้ก็มีเกมใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ก็เหลือขับแกร็บ ด้วยจุดเด่นเราเป็นคนอัธยาศัยดี คุยเก่ง ระหว่างขับรถเราทำให้ทุกคนมีเสียงหัวเราะได้ ก็เลยลองไปซื้อกล้องมาติดที่รถ และทำช่องขึ้นมา เผื่อติดก็จะมีรายได้เพิ่ม”
ไม่มีเงินทุน ก็ใช้ทุนความสามารถแทน
ตะวันเริ่มทำคอนเทนต์จากรถของตัวเอง เปิดช่องชื่อ “รถคันนี้สีชมพู” บน TikTok ลดเวลาขับรถจาก 12 ชั่วโมง เหลือ 9–10 ชั่วโมง แล้วเอาเวลา 2–3 ชั่วโมงต่อวันมาตัดคลิป 4 เดือนเต็ม แม้ไม่มีรายได้จากแพลตฟอร์มเลยแต่เขามองว่านี่คือ “การลงทุน” จนวันหนึ่งผู้ติดตามหลักแสน งานเริ่มเข้ามา รายได้เริ่มเข้ามาทดแทนเวลาที่หายไป
และนั่นนำไปสู่โอกาสใหม่ เขาได้รับการชวนไปช่วยบริหารร้านอาหารเกาหลีที่ขาดทุนเดือนละ 50,000–60,000 บาท ด้วยเงื่อนไขง่ายๆ ถ้าทำกำไรได้ แบ่งกันคนละครึ่ง
ตะวันเข้าไปดู “ระบบ” โดยที่ไม่เคยทำธุรกิจร้านอาหารแบบจริงจังมาก่อน เขาพบว่าปัญหาไม่ใช่อาหารไม่อร่อย แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการคน การแบ่งหน้าที่ และการตลาด เพียงเดือนเดียว เขาทำให้ร้านจากที่เคยขาดทุนทุกเดือน กลับมีกำไรขึ้นมาได้ แม้จะเพียงน้อยนิด แค่หลักพันก็ตาม
ตะวันพยายามมองหาช่องทางเพิ่มรายได้ โดยเขาพบว่าส่วนใหญ่ร้านจะขายดีเฉพาะช่วงเย็น ช่วงกลางวันยังมีช่องว่างอยู่มาก จึงนึกไปถึงอาหารจานเดียวกินง่ายๆ เพื่อนำมาเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น จุดนี้เองที่ทำให้เขาได้มารู้จัก “ศุภนุช ดุละลัมพะ” หรือ “อิคคิว” เจ้าของแบรนด์ผู้ก่อตั้ง “อิคคิวโตมากับไข่” ร้านหน้าข้าวไข่ข้นและเมนูอาหารจานเดียวแบบกินง่ายๆ ให้เลือกมากมาย เมนูเด่น ได้แก่ ข้าวหน้าหมูสามชั้นทอดน้ำปลา, หมูสามชั้น/สันคอคั่วพริกเกลือ และข้าวราดกะเพราพริกแห้ง
โดยตั้งใจอยากให้เข้ามาช่วยสอนสูตรทำอาหาร แหล่งซื้อวัตถุดิบให้ แลกกับเปอร์เซ็นต์กำไรจากยอดขาย 5% คล้ายกับการทำระบบแฟรนไชส์ แต่แล้วเจ้าของร้านอาหารเกาหลีกลับไม่เห็นด้วย จึงต้องพับโครงการไป
เชื่อว่าทำได้ ก็ต้องทำได้
เมื่อลองคำนวณดูแล้วว่า หากทำต่อไป ก็ไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นกว่านี้ได้ ตะวันจึงตัดสินใจลาออกจากการบริหารร้านอาหารเกาหลี แต่ขณะเดียวกันเขายังคงติดใจกับร้านเดลิเวอรีที่ดีลเอาไว้ ร้านเล็กๆ ไม่มีหน้าร้าน แต่ทำไมถึงทำยอดขายเกือบ 400,000 บาทต่อเดือนได้?
ตะวันไม่ได้มองแค่ “ร้านที่ขายดี” เขามองเห็น “ธุรกิจที่ขยายได้” เขาตัดสินใจคุยกับอิคคิวเพื่อขอเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจ โดยฉายภาพอนาคตให้เห็นว่า หากมีการวางระบบที่ดี สร้างแบรนด์ให้ชัด และขยายสาขาอย่างมีแบบแผน ธุรกิจจะสามารถเติบโตไปได้ไกลกว่านี้มาก
ทั้งคู่ตัดสินใจเป็นพาร์ทเนอร์กัน อิคคิวดูแลสูตรอาหารและคุณภาพ ตะวันดูแลการวางระบบ การสร้างแบรนด์ และการขยายสาขา
สิ่งแรกที่ตะวันวางแผน คือ การเทสต์ขยายสาขา โดยเริ่มจากบ้านของเขาที่รังสิตก่อน ทดลองวางระบบให้ดี จากนั้นจ้างพนักงานมาขาย ผลปรากฏว่าไปได้ดี จึงทดลองประกาศเทสต์ขายแฟรนไชส์ให้กับคนนอก โดยตั้งราคาไม่สูง เพราะมองว่าเป็นการทดสอบระบบมากกว่าการทำกำไรระยะสั้น (ค่าแรกเข้า 30,000 บาท จ่ายครั้งเดียว, ค่าที่ปรึกษา, ทำการตลาด 3,000 บาท/เดือน ไม่มีการหักเปอร์เซ็นต์กำไร) ไม่น่าเชื่อว่าลูกค้าคนแรกที่ตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ของเขา คือ เจ้าของร้านอาหารเกาหลีเดิมที่เขาเคยเข้าไปช่วยบริหารธุรกิจให้
ขยายสาขาโตเร็วในหลักเดือน
โดยเปิดได้เพียงไม่นาน ก็สามารถทำรายได้หลักหลายแสนบาทต่อเดือนได้ เมื่อเห็นว่าการขยายสาขาเป็นไปได้ และไปได้ดี เขาและอิคคิว จึงตัดสินใจขยายสาขาของตัวเองเพิ่มขึ้นมา
“ตอนนั้นเป็นช่วงแรก ผมลงทุนเปิดสาขาที่รังสิตไปแล้ว เราไม่มีเงินทุนพอ เลยลองประกาศระดมทุนขายหุ้น 2 แสนบาทให้กำไร 25% เลย ปรากกฎว่าแค่เข้าเดือนที่ 2 เราแบ่งกำไรให้เขาเลย 6 หมื่นบาท ตอนนั้นถ่ายลงช่อง มีแต่คนสนใจ Inbox เข้ามาถามซื้อแฟรนไชส์กันเยอะมาก เพราะเขาเห็นว่าเราทำได้จริง แต่ตอนนี้เรายังไม่พร้อม เลยยังไม่ได้เปิดขายเพิ่ม ขอขยายสาขาตัวเองให้แม่นก่อน ทำสูตรซอสและวางระบบให้ได้ได้มาตรฐานก่อน”
จาก 2 ปีผ่านมา ภาพร้านอิคิวโตมากับไข่ ในวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิม จากร้านที่ขายดี มีสาขาเดียว แบรนด์ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนปัจจุบันมีทั้งหมด 6 สาขา แบ่งเป็นแฟรนไชส์ 3 แห่ง สาขาที่แบรนด์เปิดเองอีก 3 แห่ง แต่ละที่ทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 300,000-400,000 บาทต่อเดือน และกำลังจะเปิดเพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคมเร็วๆ นี้
ในส่วนของขับแกร็บ แม้จะทำธุรกิจของตัวเองแล้ว แต่ทุกวันนี้หากมีเวลาว่างตะวันก็ยังคงมาขับอยู่ เพื่อทำคอนเทนต์บ้าง หารายได้เพิ่มบ้าง ทำให้เขามีรายได้จากหลายช่องทาง เฉลี่ยประมาณ 30% จากรายได้ที่เข้ามาทั้งหมด
สิ่งที่ได้จากเรื่องราวของตะวัน ไม่ใช่ทุกคนต้องมาทำธุรกิจของตัวเอง แล้วจึงจะประสบความสำเร็จ แต่กำลังจะบอกว่าโอกาสมีซ่อนอยู่ในทุกวันทุกงานที่เราทำ ขอเพิ่งลองเปิดใจมองหา ไม่ปิดกั้นตัวเองอยู่กับกรอบความคิดเดิมๆ สักวันต้องเจอทางของตัวเอง เหมือนกับตัวเขาที่ไม่ได้ต้นทุนชีวิตที่ดี ไม่ได้มีเงินทุนมากมาย แต่สุดท้ายก็สามารถมองเห็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์ของตัวเองได้
“ต่อให้ไม่มีทุน แต่ถ้าคุณมีความสามารถ สักวันทุนจะมาเอง ที่สำคัญต้องไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อะไร คือ จุดเด่น จุดด้อยของตัวเอง ต้องมองให้ออก” นี่คือ สิ่งที่ตะวันฝากทิ้งท้ายเอาไว้
ข้อมูลติดต่อ
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี