Ira เครื่องสำอางไทยแบรนด์แรก ที่นับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใส่ใจตั้งแต่วัตถุดิบ จนถึงแพ็กเกจจิ้ง

Text : Nittaya Su.

Photo : Sunun Lorsomsub

     ท่ามกลางตลาดความงามที่เต็มไปด้วยคำโฆษณา “ออร์แกนิก” “ธรรมชาติ” และ “รักษ์โลก” มีแบรนด์เล็กๆ แบรนด์หนึ่งที่ค่อยๆ เติบโตอย่างเงียบๆ ตลอดเกือบ 10 ปี ด้วยความเชื่อเรียบง่ายว่า “คนใช้ไม่แพ้ โลกก็ต้องไม่แพ้ด้วย”

     นี่คือ เรื่องราวของ Ira แบรนด์เครื่องสำอางไทยสำหรับคนแพ้ง่าย ที่เริ่มต้นจากลิปบาล์มแท่งเล็กๆ และวันนี้กำลังก้าวไปไกลถึงการ “นับคาร์บอนฟุตพริ้นท์” ในกระบวนการผลิต จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอางไทยรายแรกๆ ที่จริงจังกับเรื่องนี้ แม้จะไม่ได้เป็นบริษัทใหญ่ ไม่มีผู้ถือหุ้น ไม่มีแรงกดดันจากตลาดทุน สิ่งที่มี คือ มีเพียง “ใจ” ที่อยากให้ทั้งคนและโลกอยู่ได้ไปด้วยกัน

ทำไมของดีต้องแพง?

     เรื่องของ Ira เริ่มต้นในปี 2016 จาก “เมย์-ธนิดา ดลธัญพรภคภพ” หญิงสาวที่เรียนจบบริหารธุรกิจด้านการค้าระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดิมทีเธอไม่ได้ฝันอยากเป็นนักธุรกิจ แต่อยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมากกว่า เพราะไม่ชอบการแข่งขันในโลกธุรกิจ

     แต่ชีวิตก็พาเธอมาอีกทางหนึ่ง จากการขายเครื่องสำอางออนไลน์ยุคแรกๆ ที่ Instagram เพิ่งเข้ามาในไทย เมย์เริ่มตั้งคำถามกับตลาดลิปบาล์มในตอนนั้นว่า

     ลิปธรรมชาติ ทำไมต้องแท่งละ 300–400 บาท? และลิปราคา 59–69 บาท ทำไมส่วนใหญ่เต็มไปด้วยปิโตรเลียมเจลลี่?

     ทำไมคนไทยถึงไม่มีทางเลือก “ตรงกลาง” ที่ทั้งดีและราคาเข้าถึงได้? ความรู้สึก “จุก” เล็กๆ ตรงนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์

     “เป็นความสงสัยของเราเองในตอนนั้นว่าทำไม คนไทยถึงไม่มีลิปบาล์มดีๆ ที่มาจากธรรมชาติใช้เลย ส่วนใหญ่ถ้าจะให้ดีต้องนำเข้ามาจากเมืองนอก ซึ่งก็มีราคาแพง 300-400 บาท ส่วนลิปราคาหลักสิบทั่วไป 59-69 บาท ก็มีสารเคมีเยอะ ส่วนใหญ่ใส่ปิโตรเลียมเจลลี่ เลยทำให้เกิดความคิดว่า จะเป็นไปได้ไหมหากเราจะทำลิปที่ราคาอยู่กึ่งกลางระหว่างนี้ ที่มาจากธรรมชาติ และราคาเข้าถึงได้ง่าย”

     จากความคิดจุดประกายวันนั้นแบรนด์ลิปบาล์ม Ira จึงถือกำเนิดขึ้นมา จากสารสกัดธรรมชาติ ไม่มีปิโตรเลียมเจลลี่ ไม่มีน้ำมันแร่ ไม่มีพาราเบน ไม่มีซิลิโคน ใช้เชียร์บัตเตอร์ น้ำมันธรรมชาติ และสีจากแร่ธาตุที่ได้มาตรฐาน ecocert ที่สำคัญราคาขาย ณ วันนั้นแค่เพียง 190 บาท ถูกกว่าแบรนด์นำเข้าบางตัวถึง 2–3 เท่า ทั้งที่คุณภาพใกล้เคียงกัน

ยอมแบกต้นทุนเพิ่ม 7 เท่า! เพื่อแพ็กเกจจิ้งรักษ์โลก

     หนึ่งในภาพจำของแบรนด์ Ira ที่หลายคนคุ้นเคย คือ “ลิปแท่งกระดาษ” ที่ย่อยสลายได้ ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า! ต่อลิปหนึ่งแท่ง โดยใช้วิธี “ดันขึ้น” แทนการหมุน ไม่มีพลาสติกผสม สามารถย่อยสลายได้จริง ใช้หมดแล้วฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ ฝังดินใต้ต้นไม้ได้

     “จริงๆ ในไทยตอนนั้น หรือแม้แต่ ณ ตอนนี้ แทบจะไม่มีใครทำเลย มีแค่ฝั่งยุโรป อเมริกา เพราะต้นทุนแพ็กเกจจิ้งแพงกว่าหลายเท่า ลิปแท่งพลาสติกทั่วไปต้นทุนแค่ 3 บาท แต่ลิปแท่งกระดาษต้นทุน 20 บาท เราต้องแบกต้นทุนบรรจุภัณฑ์เพิ่มถึง 7 เท่า แต่เราก็ทำ แถมขายราคาเท่ากันเลย ไม่ได้บวกเพิ่ม เพราะเรารู้ว่าเราจ่ายเพื่อใคร เพื่ออะไร” เมย์กล่าว

จากเจ้าของแบรนด์ สู่เจ้าของโรงงานผลิตที่ออกแบบเองได้

     แบรนด์ Ira ดำเนินกิจการขายลิปต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ทั้งลิปบาล์ม และลิปสีที่ได้จากแร่ธรรมชาติ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อช่วงโควิด-19 เมื่อยอดขายตก แต่ลูกค้าประจำกว่า 70% ยังช่วยอุดหนุน ทำให้แบรนด์อยู่รอด เมย์จึงตัดสินใจแตกไลน์สินค้าเพิ่ม ขยายจากแบรนด์ลิป สู่แบรนด์เครื่องสำอาง เช่น แชมพูผมหนา, ครีมนวดชะลอผมหงอก, แฮร์โทนิคมะกรูด, แป้งพัฟ, สครับผิว, ครีมกันแดด, เจลล้างหน้า โดยยังคงคอนเซปต์เดิม คือ เครื่องสำอางสำหรับคนแพ้ง่าย และแพ็กเกจจิ้งที่ดีต่อโลก

     “เราทำลิปมาตลอด ทั้งลิปบาล์ม และลิปสีที่ใช้สีจากแร่ธรรมชาติ จนลูกค้าเริ่มบ่นว่าเขาอุดหนุนมาครบทุกอย่างแล้ว อยากจะลองใช้ผลิตภัณฑ์อื่นบ้าง เมื่อไหร่จะทำออกมา เพราะเขามั่นใจไปแล้วว่าใช้ของเราแล้วไม่แพ้ ในช่วงโควิดฯ ที่ยอดตก ก็มีพวกเขานี่แหละที่ช่วยกันอุดหนุน ลูกค้าส่วนใหญ่ของเรากว่า 70% เลยเป็นลูกค้าประจำ เลยเป็นที่มาให้แตกไลน์ผลิตภัณฑ์อื่นเพิ่มขึ้นมา และจะได้กระจายตลาดออกไปมากขึ้นด้วย อีกอย่างเรามองว่าเรื่อง Sustainability กำลังมาแรงด้วย เป็นเวลาของเราแล้ว ที่จะบอกออกไปว่า ฉันทำเรื่องนี้มานานมากแล้วนะ จนทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ เพื่อขยายฐานลูกค้าออกไปให้มากขึ้น”

     เมื่อต้องแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ เมย์ตัดสินใจสร้างโรงงานผลิตของตัวเองขึ้นมาที่ชลบุรี ข้อดี คือ ทำให้ควบคุมแหล่งที่มาวัตถุดิบได้ โดยหันมาเลือกใช้สมุนไพรในประเทศ สนับสนุนเกษตรกรไทยมากขึ้น ผลิตทีละน้อย ไม่ต้องสต็อกจำนวนมาก ทำให้ได้สินค้าสดใหม่กว่า

     เมย์เรียกกระบวนการนี้ว่า “Freshly Made Mass Production” เช่น มะกรูดสำหรับทำโทนิค จะเก็บจากสวนใกล้โรงงานทุกเช้า แล้วเข้าสู่กระบวนการสกัดทันที เธอเชื่อว่าเหมือนการเลือกกินผักสด อาหารทะเลสด เครื่องสำอางก็ควรสดใหม่เช่นกัน เพราะ “พลังชีวิต” ยังอยู่ครบเช่นกัน

Regenetive ไม่ใช่แค่ยั่งยืน แต่คือ ฟื้นฟู และทำให้ดีขึ้น

     เมย์เล่าว่าจากความตั้งใจที่ทำธุรกิจมาเกือบสิบปี จากการเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่อ่อนโยนต่อผู้ใช้และต่อโลก ปัจจุบัน Ira ได้พัฒนาก้าวขึ้นมาอีกขึ้นหนึ่ง สู่การเป็นแบรนด์ที่มีการคำนวณ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” ของสินค้าแต่ละชนิด…ไม่ใช่แค่พูดว่า “รักษ์โลก” แต่คือ ลงมือวัดผลจริงเลย

     ตัวอย่างเช่น โทนิคมะกรูดหนึ่งขวด ต้องวัดตั้งแต่ระยะทางที่ขับรถไปเก็บมะกรูด, ระยะทางขนส่งกลับโรงงาน, ปริมาณน้ำที่ใช้ล้าง, ไฟฟ้าที่ใช้ในกระบวนการสกัด, ระยะเวลาการต้ม, น้ำหนักฉลากที่ใช้ (รวมถึงเศษที่เป็นของเสีย) การขนส่งไปยังออฟฟิศ จนถึงมือลูกค้า

     “สิ่งที่ Ira เราพยายามทำมาตลอด ก็คือ การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ดีต่อโลก สร้างผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุด ตั้งแต่กระดาษ เพื่อย่อยสลายได้, พลาสติกรีไซเคิล, ขวดอะลูมิเนียม ไปจนถึงการออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้สามารถรีฟีลใช้ซ้ำได้ จนวันนี้เราก้าวไปอีกขั้น คือ การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จากการผลิตสินค้าแต่ละอย่าง

     “เราไม่ได้ทำเพื่อหวังสิทธิประโยชน์อะไร แค่อยากสื่อสารออกไปให้ลูกค้าได้เรียนรู้สิ่งนี้มากขึ้น อีกอย่างก็เพื่อเป็นการชาเลนจ์ตัวเองด้วย ว่าในปีนี้เราปล่อยคาร์บอนเท่านี้ ปีหน้าจะวางแผนยังไงเพื่อให้จำนวนคาร์บอนลดลง ในกระบวนการผลิตทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้น จนผลิตเสร็จ ตอนนี้ทำสำเร็จไปได้ 2 ตัว คาดว่าในปีนี้จะทำให้ได้ครบทุกตัว นี่คือ สิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ เพราะถ้าสิ่งแวดล้อมอยู่ไม่ได้ เราก็อยู่ไม่ได้” เมย์บอกอย่างเรียบง่าย

บาลานซ์ 3 ขา : ธรรมชาติ ไม่แพ้ง่าย – โลก – ความสะดวก

     เมย์เล่าว่าหนึ่งในความยากของการทำธุรกิจที่ต้องอยู่บนความคาดหวังของลูกค้า และความรับผิดชอบต่อสังคมโลกไปด้วย ก็คือ การบาลานซ์ทุกอย่างให้ดำเนินควบคู่กันไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทิ้งจุดยืนของตัวเอง ซึ่งสำหรับเธอต้องมีทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ 1.วัตถุดิบธรรมชาติ ใช้แล้วเห็นผล ไม่แพ้ง่าย 2.รักษ์โลก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 3.ใช้งานสะดวก ไม่สร้างภาระให้ลูกค้า

     “ตั้งแต่เริ่มทำแบรนด์มา เราเคยมีลูกค้าบอกว่าเคยแอบนอกใจไปใช้แบรนด์อื่น เพราะลิปของเราใช้ยาก ต้องดันขึ้นมา แต่สุดท้ายเขาก็กลับมา เพราะใช้แล้วแพ้ แต่ของเราใช้แล้วไม่เคยแพ้เลย ทำให้ครั้งหนึ่งเราพยายามคิดแก้ปัญหา โดยทดลองนำพลาสติกผสมเข้าไปแค่ 15% เพื่อให้ลิปหมุนได้ ปรากฏว่าโดนลูกค้าอัดเสียงโทรมาต่อว่า ทำไมไม่ยึดมั่นจุดยืนตัวเอง แล้วแบบนี้ใครจะมารักเรา

     “ทำให้เราต้องกลับมาคิดทบทวนตัวเองใหม่ ว่าจะไปต่อยังไง ในที่สุดก็หยุดผลิตไป กลับมาใช้กระดาษเหมือนเดิม แต่เราก็ไม่เคยลืมหรือทิ้งโจทย์ข้อนี้เลย เพราะสุดท้ายต้องพยายามบาลานซ์ทุกอย่างให้ไปด้วยกันได้ แบรนด์จึงจะไปต่อได้ จนวันนี้เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปมากขึ้น ล่าสุดเราเพิ่งไปเจอโรงงานผลิตที่จีน เขาผลิตตัวแพ็กเกจจิ้งเป็นกระดาษเหมือนเดิม แต่สามารถทำให้หมุนใช้งานได้สะดวกขึ้น นี่คือ สิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไปเร็วๆ นี้”

     สุดท้ายเมย์เล่าว่า จากสิ่งที่ทำมาทุกวันนี้ สำหรับเธอสิ่งที่ได้ตอบแทนกลับคืนมา ไม่ใช่แค่ยอดขายอย่างที่ใครคิด แต่คือ การทำธุรกิจด้วย “ความสบายใจ” ที่ทำให้ไม่รู้สึกผิด ไม่ต้องละอายใจ ว่าได้ทิ้งภาระอะไรไว้ให้กับโลกใบนี้บ้าง

     และนี่คือ เรื่องราวทั้งหมดของ Ira เครื่องสำอางที่ทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์แบรนด์แรกๆ ของไทย

     “คุณไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนที่มากมาย เพื่อรักษ์โลก แค่ผนวกมันเข้าไปในทุกวันของการทำธุรกิจ ก็พอ”

ข้อมูลติดต่อ

FB : Ira Natural Products 

IG : ira_thailand

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

House of Bean Book Cafe  พลิกร้านเช่าหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นอายุ 30 ปี   เป็นคาเฟ่สุดชิค ที่มีหนังสือให้อ่านฟรี 80,000 เล่ม พร้อมจิบกาแฟแบบ Specialty        

ในวันที่ธุรกิจเช่าหนังสือการ์ตูนซบเซา “จะไปต่อหรือพอแค่นี้” กลายเป็นคำถามให้ ภครัฐ เทพวิทักษ์กิจ ต้องกลับมาคิด ซึ่งทางที่นักธุรกิจหนุ่มผู้นี้เลือกคือการฟื้นชีวิต “บ้านหนังสือ” ที่มีอายุ 30 ปี ให้กลายเป็นคาเฟ่สุดชิคอย่าง “House of Bean Book Cafe”

แบบนี้ก็มีด้วย! ‘บาร์ให้คำปรึกษาคนอยากลาออก’ ไอเดียบริษัทจัดหางานญี่ปุ่น เลือกคนกับงานให้ตรงกัน

ตามไปดูบาร์แปลก ที่เกิดจากแนวคิดของบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและรู้สึกปลอดภัยให้กับหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่รู้สึกอึดอัดจากงาน ให้สามารถเดินเข้ามาขอคำปรึกษาได้

อยากขายของไปยุโรป ต้องรู้เรื่องนี้! EUDR กฎหมายห้ามสินค้าจากการตัดไม้ทำลายป่า เช็กให้ดี ก่อนพลาดโอกาสทางธุรกิจ

“EUDR” กฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป ที่เน้น “สินค้าปลอดการทำลายป่า” ที่ต่อไปหากใครอยากส่งออกไปยุโรป ต้องพิสูจน์ที่มาให้ได้ว่า “ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า” ไม่อย่างนั้นอาจถูกแบน หรือหมดสิทธิ์ทำการค้าได้