​Daraga ของฝากชิ้นเล็กจากเมืองไทย ที่ไม่มากไป...น้อยไป






 
     เวลาเดินทางท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ นอกจากเก็บภาพความประทับใจแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มักเป็นตัวแทนให้ระลึกถึงช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้น ก็คือ ของฝาก ฝากทั้งตัวเองเพื่อเป็นตัวแทนความทรงจำ ฝากทั้งคนใกล้ที่ไม่ได้เดินทางไกลมาด้วยกัน แต่ของฝากแบบไหนถึงจะประทับใจทั้งผู้ให้และผู้รับ อยู่ได้นาน ร่วมสมัย ดูไม่เบื่อ ปวีณา ดำเด่นงาม - อาย และพัชราภรณ์ สมิทธิวิวรรธน์ - ซาร่า สองสาวเพื่อนซี้ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการเดินทางท่องเที่ยวไปพบเห็นตามที่ต่างๆ มาทำเป็นของฝากชิ้นเล็กแทนใจที่เก๋ด้วยดีไซน์และอัตลักษณ์ความเป็นไทย ที่ออกแบบมาได้พอดิบพอดี ไม่มากไปน้อยไป
 




     “เราสองคนเป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยว เวลาไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ก็ชอบสะสมของที่ระลึกชิ้นเล็กๆ ติดกลับมือมาด้วยเสมอ เมื่อได้ท่องเที่ยวมากขึ้น ได้เห็นมากขึ้น จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากทำของที่ระลึกให้กับเมืองไทยบ้าง ซึ่งบ้านเรามีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอยู่ค่อนข้างมาก แต่ยังไม่ค่อยมีของที่ระลึกแบบเก๋ๆ ที่ดูร่วมสมัย จึงอยากลองทำของที่ระลึกดีไซน์สวยให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับประเทศไปเป็นของฝากบ้าง เหมือนได้เก็บภาพประทับใจ ความทรงจำดีๆ จากเมืองไทยกลับไป รวมทั้งเป็นของฝากครอบครัว เพื่อนๆ และตัวเอง ซึ่งปกติแล้วเราทั้งคู่เป็นฟรีแลนด์รับงานออกแบบ อาทิ สถาปัตยกรรม อินทีเรีย และแลนด์สเคปกันอยู่แล้ว จึงลองช่วยกันคิดคอนเซปต์และออกแบบขึ้นมา”
 


     

     เมื่อกำหนดเป้าหมายได้ ทั้งคู่ก็เริ่มต้นทำออกมา โดยเปิดตัวคอลเลคชั่นแรกภายใต้คอนเซปต์ ‘Thailand Icons’ ที่หยิบจับเอาอัตลักษณ์ความไทยแสดงออกมาเป็นลายเส้นน่ารักๆ ของ Icons เมืองไทยที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ประกอบด้วยทั้งหมด 7 ลายด้วยกัน ได้แก่ วัดอรุณ, วัดพระแก้ว, ยักษ์วัดแจ้ง, ตุ๊กตุ๊ก, เสาชิงช้า, ช้างไทย, มวยไทย โดยเลือกถ่ายทอดลงบนที่ติดตู้เย็นทำจากเซรามิก ซึ่งแต่ละชิ้นเป็นงานคราฟต์ ทำให้มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน อาทิ สีของดิน พื้นผิว การเคลือบ  พร้อมกับตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘Daraga’ เขียนเป็นภาษาไทย คือ ‘ดารากะ’ หมายถึงดวงดาว สื่อแทนการท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ โดยใช้ดวงดาวนำทาง และใช้ว่าวจุฬา ซึ่งมีรูปทรงคล้ายกับดวงดาวเป็นสัญลักษณ์ ทดลองวางขายครั้งแรกที่งาน little tree market 2018 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
 




     เอกลักษณ์งานดีไซน์ของแบรนด์ดารากะอยู่ที่การออกแบบได้อย่างร่วมสมัย ขณะเดียวกันก็สื่อถึงความเป็นไทยได้ดี โดยพยายามออกแบบลดทอนรายละเอียดของรูปทรงต่างๆ ลง เพื่อให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น เป็นงานสไตล์มินิมอล ดูเรียบง่าย ไม่มากไป น้อยไป ที่สำคัญ คือ ตั้งใจทำเป็นของฝากชิ้นเล็กๆ เพื่อให้เลือกซื้อไปเป็นของฝากได้ง่าย ไม่เป็นภาระหนักหนักกระเป๋า โดยปัจจุบันมีวางจำหน่ายอยู่ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น 3 ซึ่งในอนาคตจะย้ายไปอยู่ในโซนเสน่ห์ไทย และพิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม โดยทั้งคู่ตั้งใจไว้ว่าในอนาคตอาจขยับขยายทำเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมา รวมถึงกระจายออกไปยังแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดต่างๆ มากขึ้นด้วย
 




     “ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน จึงเลือกหยิบอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของไทยทำออกมาก่อน แต่ต่อไปในอนาคตถ้าเป็นไปได้ในอนาคต เราอยากจะทำของฝากในแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาคให้มีของที่ระลึกขายเฉพาะที่นั่น อยากสร้างเอกลักษณ์ให้เกิดขึ้นในพื้นที่นั่น เหมือนเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น เราอยากกินอะไร ซื้ออะไรก็ต้องไปเฉพาะที่เมืองนั้น เราอยากช่วยเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่นั้นๆ แต่ยังไงก็ยังจะคงคอนเซปต์ที่วางไว้ คือ เป็นของฝากชิ้นเล็ก แต่เต็มไปด้วยความรักและอ้อมกอดอบอุ่นจากเมืองไทย “Small Gift But Big Hug “ แพคเก็บง่าย ไม่หนักกระเป๋า ซึ่งยังมีเรื่องราวอีกเยอะที่น่าสนใจของเมืองไทยที่เราอยากนำเสนอลงไปให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับรู้”
 



Facebook : Daraga design studio



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

จากเมนูที่ชอบ สู่ธุรกิจที่ใช่ รวม 3 ไอเดียโฮมเมด เปลี่ยนความหลงใหลให้เป็นรายได้

จากเมนูที่ชอบ สู่ธุรกิจที่ใช่ เคยคิดไหมว่าแค่ “เมนูโปรด” อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจได้ ลองมาดู 3 ไอเดียธุรกิจโฮมเมดที่เริ่มจากเมนูที่ชอบ ทั้งเมนูโปรด สูตรลับครอบครัว หรือความทรงจำจากการเดินทาง

ทำไมของรักษ์โลกต้องแพง? I-Richly ท้าความเชื่อนี้ ผลิตน้ำยาสายกรีน ราคาคนรากหญ้า ทำรายได้เกือบ 30 ล้านต่อปี

ทำไม “ของรักษ์โลก” ต้องแพงเสมอไป? I-Richly แบรนด์น้ำยาทำความสะอาด ขอท้าทายความเชื่อนี้ด้วยแนวคิด “ของดี ราคาคนเข้าถึงได้ คนจนก็มีสิทธิ์ใช้ของดีๆ” กลายเป็นแรงผลักดันให้ยกระดับมาตรฐานจริงจัง พิสูจน์ว่าสินค้ากรีน ก็คุณภาพได้ โดยไม่ต้องแพง

ไม่ใช่แค่กระแสแต่คือทางรอด! ส่องโอกาสธุรกิจ “อาหารจากพืช” เทรนด์ใหม่ที่เปลี่ยนโลกและสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน

วันนี้โลกไม่ได้มองหาแค่ความอร่อย แต่กำลังมองหาระบบอาหารที่สร้างสมดุลระหว่าง "สุขภาพที่ดี" และ "ความยั่งยืน" ทำให้เทรนด์ Plant-Rich Food กลายเป็นโอกาสเใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม