“จั๊บ จั๊บ” ใช้เงิน 6 หมื่นซื้องานวิจัย ได้ก๋วยจั๊บกึ่งสำเร็จรูปขายใน 7-11 ทำเงินล้านได้แม้ในยุคโควิด

TEXT : กองบรรณาธิการ
PHOTO : แบรนด์ จั๊บ จั๊บ





      อยากทำสินค้านวัตกรรม แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากไหนดี ลองดูแนวทางของ แบรนด์ “จั๊บ จั๊บ” (JUB JUB) ก๋วยจั๊บอุบลกึ่งสำเร็จรูป ที่ใช้วิธีขอซื้อสิทธิบัตรงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัย แล้วมาต่อยอดเป็นผลิตใหม่ พัฒนาแบรนด์จนประสบความสำเร็จ สามารถวางขายทั้งในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ร้าน 7-11 และขายผ่านออนไลน์ โดยยังคงทำเงินล้านได้แม้ในช่วงโควิด-19
               

       พวกเขาทำได้อย่างไร มาดูกัน



 
               
 เริ่มที่เงิน 6 หมื่น ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เงินล้าน
               

       จุดเริ่มต้นของก๋วยจั๊บอุบลกึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ จั๊บ จั๊บ ก๋วยจั๊บที่อร่อยได้ใน 5 นาที แค่เติมน้ำร้อน มาจาก 5 พี่น้องตระกูล “อู่สมบัติชัย” โดยมี “มนัสชญาณ์ อู่สมบัติชัย” เป็นหัวเรือใหญ่ เริ่มจากในปี  2559  เธอเห็นข่าวงานวิจัยเส้นก๋วยจั๊บกึ่งสำเร็จรูป ของ “ผศ.ดร.จิตรา สิงห์ทอง” อาจารย์จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เธอในฐานะศิษย์เก่าและโปรดปรานเมนูนี้มาก เลยคิดต่อยอดงานวิจัยมาทำธุรกิจ จึงขอซื้อสิทธิบัตรงานวิจัยดังกล่าว โดยใช้เงินทุนที่ 60,000 บาท ซึ่งทางอาจารย์เห็นถึงความตั้งใจจริง จึงยอมมอบสิทธิ์ทางการค้าให้


        เธอบอกว่า ในตอนแรกก็ไม่ได้มั่นใจว่าก๋วยจั๊บกึ่งสำเร็จรูปจะขายได้ แต่เป็นเพราะใจรักในเมนูท้องถิ่นนี้ จึงอยากลองทำ และคิดเอาว่า ถ้าไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด อย่างน้อยก็ถือว่าได้ลองแล้ว โดยกว่าสินค้านวัตกรรมที่ต่อยอดจากงานวิจัยจะออกวางจำหน่ายได้ ก็ต้องใช้เวลาพัฒนาต่ออีก 6 เดือน เพื่อลดขนาดเส้นให้เล็กลง เพิ่มเติมเครื่องเคียง อาทิ น้ำซุป หอมเจียว หมูยอ ฯลฯ


      ถามว่าเริ่มยากแค่ไหน ในตอนเริ่มต้นเธอบอกว่า น้ำซุปใช้ผงสำเร็จรูปซื้อจากร้านทั่วไป หมูยอฟรีซดรายและหอมเจียวจ้างโรงงานผลิต พอได้ตัวสินค้าก็ลองเปิดตัววางจำหน่ายประมาณปี  2560  โดยเริ่มจากขายผ่านออนไลน์ ส่งขายตามร้านของฝากทั้งในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใหญ่ๆ ทางภาคอีสาน โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก คือ นักท่องเที่ยวที่ซื้อกลับไปเป็นของฝาก เหล่าคนอุบลไกลบ้านที่อยากกินเมนูท้องถิ่นนี้ แต่เธอยอมรับว่า ในช่วงแรกธุรกิจยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะลูกค้ายังติว่าน้ำซุปหวานเกินไป กว่าจะได้รสชาติเหมือนต้นตำรับก๋วยจั๊บอุบล ต้องใช้เวลาปรับปรุงนานอยู่นานเกือบ 2 ปี



 

ยกระดับสินค้านวัตกรรม ขายในห้างฯ ดังและ 7-11  
               

      มนัสชญาณ์ บอกเราว่า เธอและครอบครัวไม่เคยทำธุรกิจอาหารมาก่อน ฉะนั้นในตอนเริ่มต้นจึงต้องอาศัยการหาข้อมูลเยอะมาก และเรียนรู้ลูกค้าผ่านการออกงานแสดงสินค้าต่างๆ เธอบอกว่า ไปออกบูธขายสินค้าเกือบทั่วจังหวัดอุบลฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้าว่าชอบ หรือไม่ชอบ ตระเวนออกงานอยู่เกือบปี เพื่อให้ลูกค้าได้ลองชิม และนำผลตอบรับนั้นมาปรับปรุงก๋วยจั๊บของเธอให้ขายดีขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นกระแสบอกต่อในเวลาต่อมา
               

      การเป็นสินค้านวัตกรรม ทำให้เพิ่มโอกาสในการขาย โดยก๋วยจั๊บอุบลกึ่งสำเร็จรูป จั๊บ จั๊บ มีทั้งแบบถ้วย และแบบซอง  ภายในบรรจุด้วยเส้นก๋วยจั๊บอบแห้งปราศจากสารกันเสีย  ผงน้ำซุป  หมูยอ กระเทียมเจียว ต้นหอมซอย ซึ่งสามารถเทน้ำร้อนเดือดจัด ทิ้งไว้ 5 นาที  พร้อมรับประทานได้ทันที ในส่วนอายุการเก็บรักษา ก็นานถึง 6 เดือน ในส่วนของ เส้นก๋วยจั๊บ ทำจากแป้งข้าวเจ้า ซึ่งพวกเขาจ้างโรงงานในชุมชนผลิตเป็นเส้นสด จากนั้นนำมาอบให้เป็นเส้นแห้งกึ่งสำเร็จรูปภายในโรงงานของตัวเอง โดยปัจจุบันผลิตได้วันละประมาณ 400 กิโลกรัม กำลังผลิตประมาณ 25,000 - 30,000  ซองและถ้วยต่อเดือน
               

       ทำอย่างไรจะให้สินค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จั๊บจั๊บ ตัดสินใจส่งตัวเองเข้าประกวดรางวัล เซเว่น อินโนเวชั่น อวอร์ดส์ ซึ่งหลังได้รางวัลมาก็ทำให้แบรนด์เล็กๆ กลายเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น จนมีโอกาสเข้าไปขายอยู่ใน 7-11 จากธุรกิจเล็กๆ เลยถูกยกระดับเรื่องมาตรฐานการผลิต จนได้รับเครื่องหมาย GMP, HACCP, Codex สามารถวางขายใน 7-11 กว่า 3,600 สาขา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางเขตในพื้นที่กรุงเทพฯ  


      แต่ไม่ใช่เท่านั้น เพราะยอดขายใน 7-11 คิดเป็นแค่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ที่พวกเขาทำตลาดอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น เพราะตลาดหลัก 70 เปอร์เซ็นต์ คือวางขายในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง และขายผ่านออนไลน์ และยังคงขายดิบขายดีแม้ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19



 

อานิสงส์จากโควิด ทำยอดขายพุ่งหลายพันซองต่อสัปดาห์


      ในวิกฤตโควิด หลายธุรกิจอาจประคับประคองตัวไปอย่างยากลำบาก แต่สำหรับสินค้านวัตกรรมอย่าง จั๊บ จั๊บ กลับขายดิบขายดี โดยมียอดขายเพิ่มสูงขึ้น เธอยกตัวอย่างให้ฟังว่า ปกติสินค้าวางขายอยู่ใน 7-11 ประมาณเดือนละ 16,000 ห่อ แต่ในช่วงโควิดปีที่ผ่านมา สินค้าเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นราว 4,800 ซอง ต่อสัปดาห์ เพราะเป็นหนึ่งในสินค้าที่ลูกค้าสามารถทำทานเองได้ง่ายๆ แม้ช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน และทำงาน Work From Home
               

      และนั่นเองที่ทำให้ในช่วงวิกฤตโควิด -19  เธอยังรักษาสภาพการจ้างงาน ที่มีคนทำงานอยู่ 25 คน ไม่ให้ต้องตกงาน คนงานในโรงงานที่ส่งวัตถุดิบให้ จั๊บ จั๊บ ก็ยังคงมีงานทำ ขณะที่เกษตรกรที่ส่งข้าวเจ้าให้ก็ยังมีรายได้ กลายเป็นธุรกิจเกื้อกูลที่ยังโตไปด้วยกันได้ แม้ในห้วงเวลาที่ทุกคนเรียกว่าวิกฤต
               

      บทเรียนความสำเร็จจากแบรนด์ที่ชื่อ จั๊บ จั๊บ สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่เกิดขึ้นจากการนำความชอบมาต่อยอดเป็นธุรกิจ การพึ่งพาสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัย เพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาสินค้านวัตกรรมเพิ่มแต้มต่อในตลาด จนสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างแบรนด์ให้ของธรรมดาๆ กลายมาเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับทั้งตัวเธอ และผู้คนที่อยู่ร่วมห่วงโซ่เดียวกันได้
               

        และความสำเร็จเดียวกันนี้ SME รายอื่นก็ทำได้เช่นกัน เพียงแค่เรียนรู้ และลงมือทำเท่านั้น
 




 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

จับตลาดมามี้ คุณแม่สายเปย์ ทุ่มสุดตัวเพื่อน้องหมา น้องแมว ปลุกตลาดสัตว์เลี้ยงไทยโต 4 หมื่นล้านบาท

ในอดีตเราอาจเลี้ยงสัตว์เพื่อให้เป็นเพื่อน หรือไว้คลายเหงา แต่ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่น หมา, แมว กลับต่างออกไป มีการดูแลเหมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว ทำให้หลายคนรักสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก ซึ่งเรียกว่า “Pet Humanization”

เจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภค CLMV และกลยุทธ์การตลาดที่ SME ห้ามพลาด จากกูรูที่มีประสบการณ์มากว่า 18 ปี

นาทีนี้ ตลาดกลุ่มเพื่อนบ้านของเราอย่างกลุ่ม CLMV กำลังเนื้อหอมในหมู่นักลงทุนสุดๆ แบบฉุดไม่อยู่ ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรพลาดโอกาสที่อยู่ไกล้แค่เอื้อมเช่นนี้ แต่จะเจาะตลาดได้ยังไง ควรหาผู้รู้ช่วยแนะแนวทางก่อนก็ดี

โรแยล พลัส เพิ่มโอกาสตลาดส่งออก ปั้นนวัตกรรมโยเกิร์ตจากมะพร้าว ที่เก็บได้นาน 18 เดือนรายแรกในไทย

จากกระแสบริโภค Plant based ที่กำลังมาแรง “โรแยล พลัส” หรือ "Plus" บริษัทส่งออกน้ำมะพร้าวและน้ำนมมะพร้าว จึงได้คิดค้นพัฒนา “โคโคนัท โยเกิร์ต” นอกจากเอาใจผู้บริโภคสายกรีนแล้ว ยังสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 18 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็นด้วย