อยากเป็น Start Up ต้องเริ่มต้นอย่างไรให้สำเร็จ ตัวอย่างจริงจากเจ้าของแบรนด์ Meffceo

 

 

 

      ที่มาของบทความนี้มาจากการเตือนความจำในเฟซบุ๊กของผู้เขียน เมื่อตอนเริ่ม Set up Brand กาแฟ Meffceo (มาจากคำว่า Coffee Me) ตั้งแต่เมื่อปี 2017

      ภาพที่เฟซบุ๊กเตือน มันคือชั้นวางที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์กาแฟ และเครื่องชงกาแฟที่เช่ามาไว้ที่บ้าน

      ใช่ค่ะ “เช่า” มาใช้ที่บ้าน เพราะหลักคิดตอนนั้นคือ เราจะเริ่มต้นจาก การขายเมล็ดกาแฟคั่ว แบบ พรีเมียม

      เอาเรื่องตัวเองมาเล่า เพราะส่วนตัวมีกุนซือทางธุรกิจ อยู่ในแวดวง SME ก็เลยเอาความครูพักลักจำ มาใช้ทำธุรกิจของตัวเอง ประกอบกับการที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับที่ปรึกษาด้าน Branding มากว่า 10 ปีมาใช้ด้วย ผันจากการเป็นที่ปรึกษา มาลุยปั้นธุรกิจเอง

      เดินเรื่องเปิดธุรกิจใหม่ตามตำราเป๊ะ แต่เนื้อเรื่องมันไม่ได้สวยงามแบบในตำราเสมอไป

      ลำดับแรกในการเริ่มต้น เราต้องมี Trust ก่อน ว่าธุรกิจนี้ไปได้ และเรา “รัก” ที่จะทำในสิ่งนี้จริงๆ เพื่อให้เราไหวกับมันจนถึงที่สุดได้ แล้วเดินเรื่องแบบนี้ค่ะ

1. สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “ธุรกิจนั้น เราต้องทำเองได้อย่างน้อย 80% แล้วอีก 20% คือ จ้างคนทำงาน” ถ้าทำเองไม่ได้ 80% อย่าทำ เพราะมันจะกลายเป็นยืมจมูกคนอื่นหายใจ

ตัวอย่างง่ายที่สุดคือ ร้านอาหาร ถ้าคุณทำอาหารเองไม่ได้ แล้วต้องจ้างเชฟ อย่าทำ เพราะวันนึง ถ้าเชฟลาออก ธุรกิจคือจบ ถึงจะหาใหม่ได้ แต่รสชาติจะไม่เหมือนเดิม ลูกค้าเก่าหาย ลูกค้าใหม่ตายจาก อย่างน้อยถ้ามันเปิดจากการที่คุณทำอาหารเอง ถ้าวันนึงคุณจะวางมือ คุณจะปั้นเด็กใหม่มาทำแทนได้

ผู้เขียนเอง จะปั้นแบรนด์เมล็ดกาแฟ แต่คั่วเองไม่เป็น กินเป็นอย่างเดียว และกินมามากพอ จนมั่นใจในศักยภาพลิ้นตัวเองและความครีเอทีฟที่น่าจะพาตัวเองไปรอด เดี๋ยวจะเล่าต่อ

2. เราต้องรู้จริงในสิ่งที่เราทำ ผู้เขียนคั่วกาแฟไม่เป็น ไม่รู้อะไรเลย จึงไปลงเรียนหลักสูตรสากลของ SCAA มาถึงสองหลักสูตร และหลักสูตร Intensive Barista รวมไปถึงทุกหลักสูตรที่ เหล่าเฟรนไชน์กาแฟ รายใหญ่ในตลาดมีสอน เรียนมาหมดแล้วจากทุกค่าย หมดค่าเรียนไปเป็นหลักแสน (อ้อ อันนี้ส่งลูกน้องไปเรียน ด้วยนะ ไม่ได้เรียนเองคนเดียว)

สิ่งที่ตามมา คือการเอาความรู้มาใช้งาน ดังนั้น อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทดลองสูตร การค้นหา Taste note หรือ Profile เมล็ดกาแฟ จะต้องมีให้ครบ เงินไม่มีก็เลยต้องเช่าเครื่องชงมาไว้ที่บ้าน เพื่อ Cupping ซ้ำแล้วซ้ำอีก

3. หา Product ที่จะเป็น Signature ให้ได้ เพราะมันคือ สิ่งที่ลูกค้าต้องสั่ง ต้องลอง และพลาดไม่ได้ ผู้เขียนใช้เวลาในการหาเมล็ดกาแฟ Signature อยู่ราวๆ 6 เดือน โดยต้องเอาเมล็ดนั้นมาลองสูตรชงเครื่องดื่ม กาแฟทุกสูตรบรรดามีในโลกให้ครบ ชิมแล้วชิมอีก Blend เมล็ดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อให้ได้เมล็ดที่ครอบจักรวาล ชงทุกสูตรให้ได้

เทียบแล้วมันก็คือ Product development นั่นแหละ ให้เวลากับมันหน่อย ไม่ดีจริงอย่าปล่อยออกมา โดยเฉพาะสินค้าเปิดตัวของแบรนด์ ถ้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย Cutting ต้องดี ต้องเป๊ะ (ผู้เขียนเคยทำธุรกิจ ปั้นแบรนด์กางเกงยีนส์ด้วย ไว้รอบหน้าค่อยมาเล่า) ถ้าเป็นอาหาร ก็ต้องชิมจนมั่นใจแล้วค่อยขาย

4. มั่นใจเรื่อง Brand Positioning ว่าเราจะขายใคร คนกลุ่มไหน และตั้งราคาเท่าไร เอาให้ชัด ทุกคนบนโลกไม่ได้เกิดมาเป็นลูกค้าเรา อย่าโลกสวย แล้วจงเจาะการตลาดไปที่คนกลุ่มนั้นให้ชัด

การหากลุ่มคนที่ใช่ ถ้าเป็นออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก ไอจี ติ๊กต๋อก ฯลฯ อันนี้มีราคาที่ “ต้องจ่าย” เพื่อควานหาคนที่ใช่จากประชากรในเฟซบุ๊กหลายสิบล้านคน ผู้เขียนลงไปกับเฟซบุ๊กเพื่อหาคนที่ใช่ ใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน หมดไป 80,000+ บาท (เมื่อ 4 ปีที่แล้ว) โดยที่ในเงินจำนวนนี้ ไม่มีรายได้เข้ามาเลย

เห็นมั้ยว่า ชีวิตต้องอดทนแค่ไหน เห็นเงินออกแต่ไม่เห็นเงินเข้า แต่ ประเด็นคือ เรารู้ว่า นี่คือการลงทุน เพื่อหาคนที่ใช่ ให้เดินเข้ามาหาเรา เพราะเราไม่มีหน้าร้าน

เรื่องการหา Audience ที่ใช่ คงไม่ลงรายละเอียด เพราะผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ก่อนซื้อ โฆษณาในเฟซบุ๊ก ก็ไปลงเรียนคอร์สที่เกี่ยวข้องมาหลายหมื่น (เห็นมั้ยกลับไปที่ข้อ 2 เราต้องรู้จริง) ไม่ใช่ว่า ซื้อมั่วๆ นะ

หลังจากหมดเงินไปแปดหมื่น เริ่มได้ลูกค้าที่ “ใช่” และยอมจ่ายค่าเมล็ดกาแฟ ที่เป็นแบรนด์เล็กๆ และเป็นแบรนด์ใหม่อย่างเรา ทั้งๆ ที่ราคาแพงกว่าแบรนด์ นางเงือก แต่ต้องบอกก่อนว่า เราปูเรื่องจาการ ปั้นแบรนด์ มาก่อนแล้ว ให้ลูกค้า Trust ในความ Premium + Indy ของเรา ไม่ใช่เอะอะก็ทำตัวแพงแต่ไม่มองดู Personality & DNA ของตัวเองนะ