OKARDY ถุงเท้าแบรนด์ไทยไปนอก นวัตกรรมจากเส้นใยสับปะรด  ช่วยขจัดปัญหาเท้าเหม็นและรองช้ำ

TEXT : จีราวัฒน์ คงแก้ว

PHOTO : OKARDY

Main Idea

  • OKARDY (โอกาดี้) คือ นวัตกรรมถุงเท้าจากเส้นในสัปปะรดฝีมือคนไทย ที่มี 2 คุณสมบัติ คือ ใส่แล้วเท้าไม่เหม็น 2.ช่วยแก้ปัญหารองช้ำ

 

     ถุงเท้าอะไรใส่แล้วเท้าไม่เหม็น แถมยังแก้ปัญหารองช้ำได้ เรากำลังพูดถึง OKARDY (โอกาดี้) หรือออกเสียงภาษาไทยเก๋ๆ ว่า “โอกาสดี” ถุงเท้าซัพพอร์ตและแอนตี้แบคทีเรียจากเส้นใยสับปะรด นวัตกรรมฝีมือคนไทย ที่วางขายอยู่ในหลายประเทศ ผลงานของ  ชญาภา อภิมหาบุญญากุล เจ้าของแบรนด์  OKARDY  ผู้ไม่อยากแค่ขายสินค้า แต่ต้องการแก้ปัญหาผู้บริโภคและร่วมเซฟโลกไปด้วยกัน

ถุงเท้านวัตกรรมที่เกิดจาก Pain Point ของลูกค้า

     ชญาภา เริ่มต้นธุรกิจจากการทำกระเป๋าผ้า เสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์จากผ้ามาก่อน หลังทำตลาดไปได้สักพัก จึงเกิดความคิดที่อยากพัฒนาสินค้าใหม่ๆ โดยเริ่มจากการมองหา Pain Point หรือปัญหาที่แท้จริงของลูกค้า เพื่อที่จะได้ผลิตสินค้าออกมาให้ตรงตามความต้องการมากที่สุด  

     หนึ่งในปัญหาที่แม้แต่ตัวเธอเองก็กำลังประสบ คือ อาการปวดเท้าจากรองช้ำ หรือเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ปัญหาของคนที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ จึงเริ่มมองหาสิ่งที่จะมารองรับเท้าเพื่อแก้ปัญหารองช้ำ โดยการปรึกษาเรื่องการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์กับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ จนได้ผลิตภัณฑ์ตัวแรกคือ ถุงเท้าซัพพอร์ตหรือกันกระแทกเพื่อลดอาการรองช้ำ สำหรับคนทำงานที่ต้องใช้การเดินหรือยืนนานๆ นักกีฬาที่ออกกำลังกายเบาๆ รวมถึงนักท่องเที่ยวสายเดินเท้า

     การตามหา pain point ของลูกค้าทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด กลายเป็นแนวทางในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ในเวลาต่อมา โดยหลังจากทำถุงเท้าซัพพอร์ตออกมาก็พบว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเท้า ต้องโรยแป้งหรือสเปรย์กำจัดกลิ่น จึงเกิดความคิดที่อยากทำถุงเท้าที่มีสรรพคุณแอนตี้แบคทีเรียในตัวเองขึ้น

     “เลยไปปรึกษากับสถาบันพัฒนาสิ่งทอฯ ว่าเราอยากทำถุงเท้าที่แก้ปัญหาเรื่องกลิ่นเท้า โดยที่สามารถซักได้หลายๆ ครั้ง และยังเกิดผลในทางยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเท้าได้จริง เลยเป็นที่มาของถุงเท้าแอนตี้แบคทีเรีย ซึ่งใช้เทคโนโลยี Antibacterial Footwear สำหรับคนที่มีกลิ่นเท้าที่เหม็นมากๆ ถ้าใช้ถุงเท้าของเรา คุณไม่ต้องซักบ่อย แต่ปัญหาเรื่องกลิ่นเท้าจะหายไปแน่นอน”

ถุงเท้ารักษ์โลกจากเส้นใยธรรมชาติ

     ในตอนเริ่มต้นถุงเท้า OKARDY ทำจากคอตตอน 100 เปอร์เซ็นต์ วันหนึ่ง  ชญาภา มองไปในตลาดแล้วพบว่า มีถุงเท้าแอนตี้แบคทีเรียเริ่มเข้ามาหลายแบรนด์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เส้นใยเหมือนๆ กัน จึงเกิดความคิดที่อยากจะสร้างความแตกต่างไปอีกขั้น นั่นคือการมองหาเส้นใยที่จะนำมาสร้างความแตกต่างให้ถุงเท้า ที่สำคัญต้องเป็นเส้นใยจากธรรมชาติที่ดีต่อโลกและสิ่งแวดล้อมด้วย

     “ตอนนั้นก็มีตั้งแต่ เส้นใยจากกล้วย ใยกัญชง รวมถึงใยสับปะรด ซึ่งเราใช้เวลาศึกษาอยู่ถึงประมาณ 2 ปี ร่วมกับนักวิจัยของทางสถาบันพัฒนาสิ่งทอที่เข้าไปทำงานร่วมกัน จนตกผลึกออกมาว่า เส้นใยสับปะรดนั้นเป็นเส้นใยที่ดีกว่าเส้นใยอย่างอื่น ต้นทุนไม่สูงมากและใช้ทรัพยากรอย่างน้ำในการผลิตน้อย แต่เนื่องจากเราไม่สามารถทำเส้นใยสับปะรดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเส้นใยของเขาจะมีความยุ่ย และสั้น ทำให้ต้องไปรวมกับเส้นใยคอตตอนอยู่ดี เพียงแต่เราสามารถลดการใช้คอตตอนให้น้อยลง และใช้เส้นใยสับปะรดให้มากขึ้น ซึ่งคุณสมบัติของเส้นใยสับปะรดคือลดอับชื้นเพราะตัวเส้นใยไม่ซับน้ำ และมีความบางกว่าเส้นใยคอตตอน พอเอามาผสมกัน จะทำให้เนื้อสัมผัสดีขึ้น อีกอย่างคือเส้นใยสับปะรดจะมีความมันวาวในตัวของมันเอง เมื่อนำมาเข้ากระบวนการทอซึ่งใช้เทคนิคเฉพาะ ทำให้มีความแตกต่างมากขึ้น”

     เส้นใยสับปะรดเป็นเส้นใยเซลลูโลสที่ได้จากส่วนใบและหัวของสับปะรด ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีมากในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเกษตรกรมักตัดทิ้งและเผาทำลายหรือปล่อยให้เน่าส่งกลิ่นเหม็น สร้างมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม การนำของเสียเหล่านี้มาทำให้เกิดประโยชน์จึงไม่เพียงสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ยังช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้น้อยลงด้วย

     “ถามว่ามูลค่าของมันจะมากแค่ไหน ก็ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ที่เราเอามาพัฒนาด้วย ยิ่งเป็นสินค้านวัตกรรมมูลค่าของมันก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอยู่แล้ว จากของที่ไม่มีมูลค่าอะไรเลย มูลค่าเป็นศูนย์ สำคัญกว่านั้นคือยังช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งเดิมเราก็ไม่ได้มองเรื่องรักษ์โลกตั้งแต่แรก แต่เริ่มจากการไปสำรวจตลาดที่ต่างประเทศ ตอนนั้นไปทางอินเดียใต้ และประเทศมุสลิม พบว่าอากาศมันร้อนมาก ก็มานึกว่าสาเหตุที่โลกมันร้อนขึ้นเกิดจากอะไร ทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งเล็กๆ ที่เราทำ น่าจะตอบแทนอะไรให้กับโลกได้บ้าง เพราะเราเองก็เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่บนโลกใบนี้ ก็คิดแค่นั้น”

ต่อยอดนวัตกรรมสร้างแต้มต่อสินค้าไทยในตลาดโลก

     OKARDY ประกาศตัวตั้งแต่ต้นที่อยากทำสินค้าไทยไปขายในตลาดโลก โดยการพัฒนาสินค้านวัตกรรม ซึ่งนอกจากถุงเท้า พวกเขายังมีผลิตภัณฑ์เสื้อแอนตี้แบคทีเรีย และฮิญาบ ผ้าคลุมศีรษะสำหรับชาวมุสลิม ที่ช่วยลดอุณหภูมิ และมีกลิ่นหอม และผ้าพาดสำหรับชาวอินเดีย ปากีสถาน ชาวซิกข์ ที่ใช้นวัตกรรมทำให้มีกลิ่นหอมในเนื้อผ้าด้วย

     “คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ จะทานเครื่องเทศทำให้มีกลิ่นตัว แต่โดยธรรมชาติคนเราจะชอบของหอม โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีความรักสวยรักงาม ซึ่งเราก็แก้ปัญหาโดยการเอากลิ่นไปอยู่ในตัวผ้าเลย อย่าง ฮิญาบ ก็มีกลิ่น เวลาที่เราดม หรือเดินไป เกิดการสะบัดก็จะมีกลิ่นอ่อนๆ ออกมา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราขยี้มันจะส่งกลิ่นที่จรุงเพิ่มมากขึ้น จะช่วยในการผ่อนคลายช่วยให้รู้สึกสบาย นี่เป็นนวัตกรรมที่เรานำมาใช้กับตัวผ้า”

     เมื่อถามถึงการทำตลาดในต่างประเทศ เธอบอกว่าใช้วิธีพื้นๆ เริ่มต้นจากการไปสำรวจตลาดด้วยตัวเอง เนื่องจากพอมีเพื่อนต่างชาติอยู่บ้าง ก็ใช้อาศัยการไปท่องเที่ยวแล้วสำรวจตลาดไปด้วยในตัว เพื่อศึกษาชีวิตประจำวันของผู้คน สภาพเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ เพื่อกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กับลูกค้าแต่ละกลุ่มหรือแต่ละประเทศ

     “เราต้องใช้ความพยายามด้วยตัวเองก่อน ต้องไปด้วยตัวเราเอง เพราะถ้ารอหน่วยงานให้มาสนับสนุนโดยไม่กล้าที่จะเดินออกไปด้วยตัวเอง มันไม่มีโอกาสโต ฉะนั้นต้องเริ่มจากความกล้า”  

     ขณะที่ช่องทางการขายก็ใช้การขายผ่านตัวแทนในแต่ละประเทศ ให้ช่วยกระจายสินค้าให้ โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์ OKARDY มีขายในสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และญี่ปุ่น ที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา

     ส่วนในประเทศก็ทำตลาดทั้งการออกงานแสดงสินค้าและขายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยกลุ่มเป้าหมายมีตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา วัยรุ่น คนทำงาน ไปจนวัยผู้สูงอายุ ที่เลือกผลิตภัณฑ์ OKARDY ไปแก้ปัญหาให้กับพวกเขา

     ถามถึงเป้าหมายในอนาคต ชญาภาบอกว่า ยังคงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเร็วๆ นี้จะมีถุงเท้าที่ช่วยเรื่องการไหลเวียนของโลหิต ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเส้นเลือดขอด รวมถึงเสื้อที่สามารถบอกอุณหภูมิในร่างกาย เพื่อป้องกันการเกิดฮีทสโตรก เหล่านี้เป็นต้น

     “สิ่งที่เราคิดล้วนมาจากชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากการตั้งคำถาม อย่างทำไมโลกร้อนขึ้น ทำไมคนมีปัญหาเรื่องนี้ มันเกิดจากอะไร แล้วทำอย่างไรที่เราจะทำให้มันดีขึ้น คิดง่ายๆ แค่นี้ สำหรับเราในการทำธุรกิจ ไม่ได้มองว่า จะเป็นโอกาสทำเงินเท่านั้น แต่มันคือการที่เรามีโอกาสได้ทำ ได้สร้างอะไรดีๆ ขึ้นมา ส่วนผลกำไรมันเป็นผลพลอยได้ เราไม่ได้มองเรื่องของผลกำไรก่อน แต่คำนึงถึงการแก้ปัญหาเพนพ้อยท์ก่อน แล้วหลังจากนั้นผลกำไรจะตามมาเอง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามองในเรื่องของกำไรมาก่อน อันนั้นเราขาดทุนตั้งแต่เริ่มคิดแล้ว” เธอบอกในตอนท้าย

OKARDY

Facebook : theokardy

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

ต้อม-สุทธิพงศ์ เชียงทอง ผู้เปลี่ยนกาแฟ “คอมเมอร์เชียล” เป็น “สเปเชียล” ด้วย “ยีสต์”

เชื่อหรือไม่ว่า “โลกของกาแฟ” เร้นลับกว่าที่ทุกคนคิด และแอบซ่อนพลังงานบางอย่างที่จะเปลี่ยนภาพกาแฟไทยให้แตกต่างไปจากเดิม SME Thailand ชวนคุยกับ “สุทธิพงศ์ เชียงทอง” เภสัชกรผู้หลงใหลกาแฟสู่นักวิจัยเรื่องยีสต์ที่ส่งผลต่อรสชาติกาแฟ

รวมแบรนด์เล็ก เส้นกึ่งสำเร็จรูป ที่ขอแจ้งเกิดแบบไม่หวั่นเจ้าใหญ่

“บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” สินค้าที่แต่เดิมอาจถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของอาหารราคาย่อมเยา เหมาะกับคนมีงบน้อย โดยเฉพาะช่วงวันใกล้สิ้นเดือน แต่ปัจจุบันกลับเป็นทางเลือกสู่รสชาติพรีเมียมที่หลากหลาย ที่ไม่ได้จำหน่ายแค่ซองละ 5-6 บาท แต่ราคาโดดไปถึง 50-60 บาท

MaxGrainta จากลูกบ้านักวิทยาศาสตร์ สู่ผู้คิดวิธีผลิตนมจากเมล็ดถั่วเจ้าแรกของโลก

ว่ากันว่า การทำธุรกิจ ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จ ได้ผลกำไรที่ดี ต้องมีการคิดคำนวณอย่างรอบคอบ ตั้งแต่ต้นทุน การผลิต การทำตลาด ไปจนวิธีการขายและการกำหนดราคา แต่สำหรับการค้นคว้าวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ เป้าหมายที่ต้องการ คือ ผลลัพธ์ที่ออกมาดีที่สุด