dot.b ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวในเมืองเก่าสงขลา ทำหน้าที่สเมือนสมองเมือง เปิดถึงเที่ยงคืน

TEXT / PHOTO : ชาญชัย หาสสุด

     การทำร้านหนังสือในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์ได้ทยอยปิดตัวไปเล่มแล้วเล่มเล่า นับเป็นความกล้าที่บางคนเอาความรักในการอ่านมาเดิมพันในสนามของธุรกิจร้านหนังสืออิสระ โดยเฉพาะในเมืองเล็กๆ อย่างสงขลา ที่คนภายนอกแทบมองไม่เห็นโอกาส แต่ dot.b เกิดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ให้เมืองไม่ขาดร้านหนังสือ

     ตึกเก่าสีขาวสองชั้นดึงดูดสายตาด้วยป้ายบอกขายหนังสือพร้อมอ่าน ที่ถ้ามองผ่านๆ ดูเหมือนป้ายขายตึก สูงขึ้นไปมีป้ายไฟชื่อร้านเล็กๆ มีอักษรดำบนพื้นขาวว่า dot.b ยิ่งมองเห็นน้องแมวนอนฟุบอยู่บนโต๊ะยาวด้านในริมกระจกกับชั้นหนังสือเรียงราย ผมยิ่งอดใจไม่ได้ที่จะผลักประตูเข้าไปสำรวจ ณะ-นคินทร์ พูนศรี หนึ่งในผู้ก่อตั้งกำลังถือไม้กวาดไล่ฝุ่นซอกซอนไปตามชั้นวางหนังสือ

     “สงขลาเคยมีร้านหนังสือเล็กๆ ที่ถนนยะหริ่ง แต่เมื่อร้านย้ายไปเชียงใหม่ ผมกับพี่โก้-ธีระพล วานิชชัง จึงอยากเติมช่องว่างของร้านหนังสือในเมืองเก่าให้ต่อเนื่อง เราเริ่มช่วยทำตั้งแต่แรกเริ่ม  โดยผมรับหน้าที่หลักช่วงกลางวัน ในขณะที่พี่โก้จะดูแลต่อในเวลากลางคืน”

     ณะ เริ่มเล่าเรื่องราวของร้านให้ผมรู้จัก พร้อมอธิบายคร่าวๆ ของการใช้พื้นที่

     “เราเปิดมาได้แค่ประมาณ 1 ปี 8 เดือน พยายามให้หนังสือมีความหลากหลาย กลุ่มหลักๆ ที่ขาย เริ่มจากหนังสือที่เราอ่านเอง แล้วน่าสนใจ รองลงมาเป็นหนังสือที่ขายดีรวมกับวรรณกรรมคลาสสิก  เราจัดไว้ที่ชั้นล่าง ส่วนชั้นบนทำเป็นสเปซโล่งๆ  ปรับเปลี่ยนเป็นลานแสดงงานหรือวงเสวนาบ้างตามแต่โอกาส ถ้าไม่มีอีเวนต์อะไร เราจัดพื้นที่ไว้ให้อ่านหนังสือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่อาจจะไม่ได้สะดวกสบายมาก”

     เมื่อพูดถึงโอกาสทางธุรกิจของร้านหนังสือในย่านเมืองเก่าสงขลา ณะ บอกว่า

     “ทุกคนอาจจะมีคำถามถึงการเปิดร้านหนังสือ แต่เมื่อมีร้านหนังสือ เหมือนเราสร้างพื้นที่ให้คนเห็น กลุ่มคนที่กระจัดกระจายก็จะแสดงตัวขึ้นมาเอง ร้านหนังสือเป็นที่ประเทืองปัญญาของผู้คน แล้วทำไมจะอยู่ไม่ได้ ยิ่งในความเป็นเมือง ที่เป็นเหมือนศูนย์รวมของระดับหัวกะทิอยู่แล้ว  ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินว่าร้านหนังสือกำลังจะตาย เมื่อคนหันไปอ่านหนังสือบนจอคอมพิวเตอร์กันมากขึ้น สุดท้ายหนังสือก็พิสูจน์ตัวเองว่ายังอยู่ได้ นักเรียนนักศึกษายังเป็นลูกค้ากลุ่มหลักของ dot.b แนวโน้มของการประกอบการ เราวางเป้าไว้ไม่สูงมาก ภาพรวมก็ยังไปได้ อยู่ในระดับที่พอใจ”

     เมื่อเราพูดถึงเทคโนโลยี การอ่านหนังสือก็หนีไม่พ้นเช่นกัน  หนังสือเล่มกระดาษเริ่มกลายเป็นไฟล์ดิจิตอล แต่ทั้ง ณะ และผม ต่างเห็นพ้องกันว่า ทั้งความรู้สึกในการหยิบจับและสุนทรีในการอ่าน หนังสือเล่มยังได้เปรียบอยู่ดี

     “ส่วนเวลาเปิด-ปิดของร้าน เคยลองเปิดเช้าแต่เงียบ  เราเลยเริ่มนับเข็มนาฬิกากันที่ตอนเที่ยงดีกว่าพร้อมๆ กับการใช้ชีวิตของพวกเราไปด้วย  และจะได้เป็นภาพจำว่า เราเปิดกลางคืนแน่นอน”

     น่าจะเป็นร้านหนังสือร้านเดียวในสงขลาหรือแค่ไม่กี่ร้านในประเทศที่เปิด-ปิดในเวลานี้

     

     “ตอนทำร้าน เราชอบประโยคหนึ่งว่า เมืองที่ดีควรมีร้านหนังสือ คุณอาจจะไม่ใช่นักอ่านก็ได้ แค่เดินเข้ามาเดินเล่น เข้ามาตากแอร์ อาจจะเจอหนังสือสักเล่มหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิต เหมือนที่เราเคยเจอ พอนับหนึ่งแล้ว เมื่อเราทัชกับมันแล้ว การอ่านอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก็ได้”

     วันหนึ่งหากการเดินทางของคุณ ได้ผ่านพบร้านหนังสือสักร้านจะเป็น dot.b หรือไม่ใช่  แค่ลองผลักประตูร้านหนังสือเข้าไป บางข้อความในหนังสือที่คุณไม่ได้ตั้งใจเปิดอ่าน  อาจจะสร้างปรากฎการณ์ยิ่งใหญ่ของชีวิต อย่างที่ ณะ สรุปทิ้งท้ายไว้ให้

     ข้อมูลติดต่อ https://www.facebook.com/dot.b.bookstore

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

ลิ้มรสให้รู้ราก แบรนด์ที่ใช้ ‘รสชาติ’ เล่าเรื่อง ‘ราก’ ของอาหาร กับบทพิสูจน์ความสำเร็จ ขายน้ำปลา 200 ขวดหมดใน 45 นาที

ทำไมน้ำปลาขวดเล็ก 70 บาท ถึงขายหมดใน 45 นาที ทำไมอาหารที่กำลังจะสูญหายไป ถึงกลายเป็น Chef’s Table ที่ต้องจองล่วงหน้าหลายสัปดาห์? เราจะพาคุณไปรู้จัก 'ลิ้มรสให้รู้ราก' ที่ช้ “รสชาติ” เป็นสื่อกลางเล่าเรื่อง “รากเหง้า” ของสุโขทัยที่กำลังจะเลือนหาย

คิดแบบไหน ถึงปั้นธุรกิจได้! ส่อง 4 ไอเดียธุรกิจที่ปั้นโดย CEO วัยใส แม้ไม่มีประสบการณ์

วันนี้คำว่า “ผู้ประกอบการ” ไม่ได้รอให้เรียนจบหรือมีประสบการณ์หลายปี เราเลยรวบรวมเรื่องเล่าของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์เหล่านี้ไว้ให้กลับไปอ่านอีกครั้ง เพื่อดูว่าเด็กในวันนี้ กำลังสร้างธุรกิจในแบบของตัวเองอย่างไร

“จง ชง ดี” ชาใต้จากยะลา ที่เริ่มต้นเพราะอยากขอบคุณบ้านเกิด ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง โตกว่า 520 สาขา

วิกฤตอาจทำลายกำลังใจของคนทำธุรกิจจนหมดสิ้น แต่สำหรับ จุ๋ม ศุภณัฏฐ์ ตนายะพงศ์ สาวยะลา กลับเดินหน้าเริ่มลุยใหม่อย่างไม่ลังเล จึงเกิดเป็น “ จง ชง ดี” ร้านชาใต้ที่ใช้เวลาเพียง 1 ปี 6 เดือน ขยายแฟรนไชส์ไปแล้วกว่า 520 สาขาทั่วประเทศ