The Next War พลิกเกมสู้ศึกครั้งใหม่อี-คอมเมิร์ซไทย

Text : กองบรรณาธิการ




Main Idea
 
  • ทุกพื้นที่ในโลกออนไลน์เต็มไปด้วยคู่แข่งมหาศาล ปี 2561 มีรายการสินค้าบนโลกออนไลน์ไม่ต่ำกว่า 75 ล้านรายการ มากขนาดไหนคิดง่ายๆ ต้องใช้เวลาถึง 12 ปี! จึงจะดูสินค้าครบทุกรายการแบบไม่หลับไม่นอน
 
  • คาดว่าปี 2562 สินค้าในอี-มาร์เก็ตเพลสใหญ่ๆ ในไทยจะเพิ่มเป็นกว่า 100 ล้านรายการ แพลตฟอร์มใหญ่ๆ ที่เคยใช้เพื่อความสนุกความบันเทิง จะแห่มาทำออนไลน์ช้อปปิ้ง จนเกิดเป็นสงครามแย่งชิงเวลาที่ใครยึดลูกค้าไว้ได้นานที่สุดคนนั้นก็ชนะ!!




     ณ วันนี้ ถ้าอยากนำสินค้าไปปรากฏตัวบนโลกออนไลน์ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเจอกับคู่แข่งมหาศาล สินค้าคุณภาพต่ำที่เคยตั้งราคาสูงเกินจริงวันนี้จะยังทำตลาดได้หรือไม่ การทำตัวเป็นคนกลางไปหาสินค้าจากจีนจากประเทศต่างๆ เข้ามาขาย วันนี้จะยังอยู่ได้ไหมเมื่อแบรนด์มากมายสามารถเข้ามาทำตลาดได้เองโดยไม่ต้องผ่านใคร จากยุคที่ผู้บริโภควิ่งหาสินค้า ผ่านสู่ยุคที่สินค้ามากมายไหล่บ่าเข้าหาผู้บริโภคแบบถึงเนื้อถึงตัว และตัดสินใจได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วคลิก เช่นนี้ผู้ค้าออนไลน์ต้องปรับตัวรับมือกับเกมรบใหม่นี้อย่างไร
 

     ที่สำคัญเกมนี้ไม่มีสูตรให้รบ ไม่มีแผนการที่ดีที่สุด ทุกอย่างพร้อมเปลี่ยนแปลงในทุกวินาที โดยไม่มีใบอนุญาตเห็นใจให้คนอ่อนแอ ถ้าไม่ปรับตัวก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังและถูกบีบตกขอบสนามไปได้ง่ายๆ




ถนนทุกสายมุ่งสู่อี-คอมเมิร์ซ


     ภายในปี 2020 คนไทย 84 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 59 ล้านคน จะเข้าสู่อินเตอร์เน็ตได้ ขณะที่ทุกวันนี้พลเมืองไทยใช้เวลาบนอินเตอร์เน็ตสูงเฉลี่ยถึง 10 ชั่วโมง 5 นาทีต่อวัน กับกิจกรรมคือ โซเชียลมีเดีย บันเทิง ช้อปปิ้ง อีเมล์ ค้นหาข้อมูล เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 3 ชั่วโมง 41 นาทีต่อวัน (ข้อมูล ณ ปี 2561 โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA) ETDA ยังคาดการณ์ต่ออีกว่า ตลาดอี-คอมเมิร์ซ ปี 2561 ที่ผ่านมา จะมีมูลค่าสูงกว่า 3 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 8 เปอร์เซ็นต์
เพราะตัวเลขการเติบโตที่ดูหอมหวานนี้ เลยดึงดูดให้ถนนทุกสายมุ่งสู่อี-คอมเมิร์ซ เกิดเป็นการแข่งขันที่จะทวีความรุนแรงขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมาหลายเท่า 
 
 


สินค้ามหาศาลไหลบ่าสู่น่านน้ำอี-คอมเมิร์ซ


     3-4 ปีก่อน หลายคนอาจเคยร่ำรวยจากการขายออนไลน์ในชั่วข้ามคืน ทว่าวันนี้กลับมีแต่เสียงบ่นของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ว่า ขายยาก พอจะลงโฆษณากระตุ้นตลาด ก็ต้องทุ่มเม็ดเงินสูงขึ้น แต่ผลตอบรับกลับไม่หอมหวานเหมือนอดีต โหดร้ายไปกว่านั้นคือมีคนมาทำแบบเดียวกัน มีสินค้าใหม่ๆ เข้ามาแข่งขัน ไม่ใช่แค่สินค้าของผู้ประกอบการไทยเท่านั้น แต่คือมวลมหาผลิตภัณฑ์ที่แห่แหนกันมาจากทั่วโลก
ไพรซ์ซ่า ให้ข้อมูลว่า เฉพาะสินค้าที่วางขายในอี-มาร์เก็ตเพลสชั้นนำในประเทศไทย อย่าง Shopee, Lazada และ JD Central พบว่ามีสินค้ารวมกันถึงกว่า 75 ล้านรายการ (ณ ปี 2561) เทียบง่ายๆ ว่า ถ้าต้องดูรายการสินค้าครบทุกรายการแบบไม่หลับไม่นอน ต้องใช้เวลานานถึง 12 ปี! ขณะที่ในปี 2562 ก็คาดว่า สินค้าในอี-มาร์เก็ตเพลสใหญ่ๆ ในไทยจะเพิ่มเป็นกว่า 100 ล้านรายการ แล้วสินค้า SME ไทยจะไปแทรกอยู่ตรงมุมไหน ในเมื่อโปรดักต์ส่วนใหญ่ 80 เปอร์เซ็นต์ คือสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ โดยเป็นสินค้าเกี่ยวกับกีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง (Sport & Outdoor) 84 เปอร์เซ็นต์ สินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง 83 เปอร์เซ็นต์  นาฬิกา แว่นตา และจิวเวลรี่ที่  82 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าแค่ 3 หมวดนี้ 8 ใน 10 คือผู้ขายจากต่างประเทศ
ส่วนที่ผู้ประกอบการไทยยังพอเข้าไปแทรกได้บ้าง เพราะไม่ค่อยมีผู้ค้าต่างชาติมากนัก นั่นคือ กลุ่มอุปโภคบริโภค และสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม (Health & Beauty) เป็นต้น
 




ออนไลน์ไม่ใช่คำตอบ แต่ต้องเป็น Omni-Channel


     ในปี 2562 นี้ แพลตฟอร์มใหญ่ๆ ในประเทศไทย ต่างพยายามเปิดบริการใหม่ๆ ที่สนับสนุนการช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นแปลว่าผู้บริโภคสามารถช้อปปิ้งออนไลน์ได้ในหลากหลายช่องทางขึ้น จากเดิมที่อาจจำกัดอยู่แค่เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือ อี-มาร์เก็ตเพลส แต่วันนี้จะมีช่องทางใหม่ๆ ที่สนับสนุนอี-คอมเมิร์ซ มากขึ้นนั่นคือเหตุผลที่ Omni-Channel จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
แบรนด์ H&M ที่ประเทศจีน ที่ใช้กลยุทธ์ Omni-Channel อย่างจริงจัง โดยมีสาขาทั้งหน้าร้านออฟไลน์ มีเว็บไซต์ออนไลน์ H&M ใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์หลากหลายช่องทางเพื่อผลักดันคนให้เข้าสู่ช่องทาง อี-คอมเมิร์ซของตัวเอง โดยมี H&M CLUB เป็นฐานข้อมูลลูกค้าและเป็นหัวใจของธุรกิจเลยก็ว่าได้ ซึ่งเมื่อคนมาซื้อไม่ว่าจะผ่านช่องทางไหน ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ข้อมูลจะถูกเชื่อมต่อเข้าสู่ H&M CLUB จึงสามารถหลอมรวมประสบการณ์ในการซื้อสินค้าไม่ว่าจะออนไลน์หรือออฟไลน์ให้เป็นประสบการณ์เดียวกันได้
 

บทสรุป  


     วันนี้การแข่งขันในสนามอี-คอมเมิร์ซไทยรุนแรงขึ้นทุกขณะ แต่ผู้เล่นที่อยู่ในสนามต่างเชื่อมั่นเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นกราฟขาขึ้นที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยหากเทียบกับอายุมนุษย์ มองว่าอี-คอมเมิร์ซไทยวันนี้ยังเป็นเด็กน้อยที่อยู่ในวัยกำลังเติบโต และยังโตไปได้อีกเป็นสิบๆ ปี แต่อย่างไรก็ตามธุรกิจจะเจอกับความท้าทายมากขึ้น การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น ไม่ใช่แค่สงครามในประเทศแต่เป็นสงครามโลกที่ทุกคนจะได้รับผลกระทบไปพร้อมกัน ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัว โดยต้องมีสินค้าที่ดี เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น เลือกขายผ่านหลากหลายช่องทาง ไม่ยึดติดกับช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ท่องไว้ว่าลูกค้าอยู่ที่ไหนก็ไปในทุกๆ ที่ที่เขาอยู่ และการสร้างฐานข้อมูลของลูกค้าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อให้เราสามารถต่อยอดไปสู่การขายซ้ำได้ โดยไม่ต้องหวาดหวั่นกับความไม่แน่นอนของแพลตฟอร์มต่างๆ และความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะต้องเจอในอนาคต
 

     เพื่อให้ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเองในทุกสนามรบ  
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
     
 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง