หยุด! ‘4 พฤติกรรม’ ถ้าอยากทำการตลาดออนไลน์ให้เวิร์กในพ.ศ.นี้

Text : nimsri





Main Idea
 
  • Online Marketing เป็นเครื่องมือสำคัญของการทำการตลาดในยุคนี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คิดจะทำก็ทำขึ้นมาได้ทันที โดยไม่มีการวางแผนอย่างดีมาก่อน
 
  • ต่อไปนี้ คือ “4 พฤติกรรมออนไลน์” ที่แบรนด์หรือผู้ประกอบการมักนำมาใช้ผิดๆ และไม่สร้างประโยชน์ให้กับแบรนด์
 


               
     การตลาดออนไลน์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างแบรนด์ที่สำคัญของการทำธุรกิจในยุคนี้ อาจเรียกได้ว่าแทบจะเป็นตัวหลักที่ช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารและเข้าถึงผู้บริโภคได้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น จนบางครั้งหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องง่ายๆ และทำให้เกิดการนำไปใช้งานแบบผิดๆ และต่อไปนี้ คือ 4 ข้อผิดพลาดที่หลายแบรนด์มักนำการตลาดออนไลน์มาใช้แบบผิดๆ
 


     

     1.พูดถึงแต่เรื่องตัวเอง

               

     เมื่อคิดที่จะขาย บางครั้งหลายแบรนด์ก็ใส่มาแบบตรงๆ โดยไม่ได้คิดเผื่อไปถึงผู้บริโภค ยกตัวอย่างเช่น โฆษณาขายไก่ทอด 2 ยี่ห้อ แบรนด์ A ทำโฆษณาออกมาด้วยรูปสวย สินค้าดูดี ดูน่ากิน สมกับสรรพคุณความอร่อยที่บรรยายไว้ แต่ในขณะที่แบรนด์ B ถ่ายรูปสวยเช่นกัน แต่นอกจากความน่ากินแล้ว ยังหยิบเอาประสบการณ์ที่อาจสอดคล้องกับชีวิตประจำวันหรือความต้องการของลูกค้าเข้ามาเล่นด้วย เช่น จ่ายแค่คนละ 20 บาท ก็สามารถอร่อยยกแก๊งได้ สิ่งที่ A และ B ต่างกัน คือ A เน้นพูดถึงแต่เรื่องตัวเอง ขายจุดเด่น และข้อดีของตัวเอง สินค้าอาจได้รับการตอบรับจากลูกค้า แต่ก็ยังขาดความสมจริง ในขณะที่ B ซึ่งมีการคิดเลยไปอีกสเตป คือนอกจากจะสื่อสารถึงความดีของตัวเองแล้ว ยังนึกไปถึงผู้บริโภคด้วย จึงอาจทำให้เกิดความเชื่อ มีส่วนร่วม รู้สึกว่ามีตัวตนอยู่จริงและจับต้องได้มากกว่า


     ฉะนั้นคอนเทนต์การตลาดออนไลน์ใดที่สามารถทำให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมได้มากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีและถูกมองเห็นมากขึ้นเท่านั้น เนื้อหาสำคัญไม่ใช่ว่าคุณจะต้องทำคอนเทนต์รูปแบบไหน ภาพนิ่ง หรือวิดีโอ หรือหาเทคนิคอะไรมานำเสนอลูกค้าเท่านั้น แต่การทำให้ลูกค้ารู้สึกได้รับประโยชน์จากแบรนด์ ได้เห็นว่าแบรนด์นึกถึงพวกเขาด้วย อาจทำให้ได้รับการยอมรับที่ดีเพิ่มมากขึ้น
 




     2.หากลุ่มลูกค้าไม่เจอ

               

     นี่นับเป็นปัญหายอดฮิตของหลายแบรนด์เลยก็ว่าได้ กับการหาลูกค้าตัวจริงไม่เจอ โดยส่วนใหญ่แบรนด์มักนึกถึงเพียงข้อมูลพื้นฐาน เช่น เพศ อายุ พื้นที่อยู่อาศัย แต่ความจริงแล้วอย่าลืมว่า ลูกค้าเราคือ คน ที่ต้องมีความชอบ ความสนใจแตกต่างกันไป การจะจับลูกค้าตัวจริงได้ คุณต้องรู้ถึงสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าต้องการอะไร อย่างแรกให้แบรนด์ลองหาก่อนว่ากลุ่มลูกค้าของแบรนด์นั้นสนใจเรื่องอะไร ชอบเมาท์มอยเรื่องอะไร ฟังดูเป็นเรื่องรอบตัวมากๆ ที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง แต่จริงๆ แล้วเกี่ยวอย่างมาก เพราะจะทำให้คุณรู้ว่าจะต้องปฏิบัติกับลูกค้าอย่างไร เข้าถึงลูกค้าได้อย่างไร หากไม่รู้จัก ก็เท่ากับคุณยังรู้จักลูกค้าของตัวเองได้ไม่ดีพอ ดังนั้นลองเอารายชื่อลูกค้าที่ซื้อสินค้าของเราบ่อยๆ มาดู ยกหู หรือแชตข้อความส่งไปถามว่าปกตินอกจากซื้อของเราแล้ว ชีวิตเขาชอบทำอะไร ชอบเมาท์เรื่องอะไรกับเพื่อนบ้าง เพื่อทำให้เราเข้าใจชีวิตเขามากขึ้น จนค้นพบวิธีการที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งทั้งนี้อาจมองไปถึงปัญหาหรือความกังวลใจที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าด้วย โดยหากเราสามารถจับจุดความต้องการหรือแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้ ก็จะกลายเป็นแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้ไม่ยากเลย
 

     3.เล็งผิดเป้า ผลลัพธ์เปลี่ยน
               

     ขอบอกไว้เลยว่าสิ่งสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์ ยอดไลค์ ยอดแชร์ อาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่จะการันตีว่าทำให้คุณขายของได้ หรือไม่ได้ ถ้าคิดแบบนั้นแสดงว่าคุณกำลังเล็งผิดเป้าอยู่ โดยพฤติกรรมของผู้เล่นโซเซียลมีเดีย โดยเฉพาะเฟซบุ๊กในปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สนใจ แต่อาจไม่กดไลค์ กดแชร์ และอีกกลุ่ม คือ กลุ่มที่ชอบกดไลค์ กดแชร์อย่างเดียว เพราะต้องการแสดงตัวตน ต้องการได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ ในโซเซียลด้วยกัน ฉะนั้นหากคุณลงโฆษณา หรือบูสต์โพสต์ เพื่อต้องการยอดไลค์ ยอดแชร์เพียงอย่างเดียว แบรนด์ของคุณก็อาจได้เพียงลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งอาจไม่ได้มีผลกับแบรนด์หรือยอดขายเลย
               




     แล้วทำอย่างไรให้เล็งได้ถูกเป้า อันดับแรก ถ้าคุณต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ควรเลือกโฆษณาพุ่งเป้าไปที่   แบรนด์ เพื่อให้ระบบจับเฉพาะบุคคลที่สนใจในสินค้าแบบนี้ เมื่อเขาได้เห็นสินค้าของเรา ก็อาจเกิดความสนใจที่จะหยุดดูได้ ในส่วนต่อจากนี้เราอาจค่อยยิงโฆษณาต่อใน Massage โดยคัดเลือกพฤติกรรมหรือบุคลิกของลูกค้าที่มีความสนใจในเรื่องนี้หรือสินค้าแบบนี้มาให้กับแบรนด์ วิธีการนี้อาจช่วยให้แบรนด์ได้ลูกค้าที่ตรงจุด จนสามารถนำไปถึงการปิดการขายได้ไม่ยาก ดีกว่าที่จะพุ่งเป้าไปที่ยอดไลค์ หรือแชร์
 

     4.ใช้คอนเทนต์เดียวเพื่อจบการขาย


     การทำการตลาดออนไลน์ อย่าเน้นยิงโฆษณาเฉพาะแค่ด้านใดด้านหนึ่ง หรือนำเสนอสินค้าเพียงมิติเดียวเท่านั้น เพราะนั้นอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าของคุณ อย่างน้อยๆ ต้องมี 2 คอนเทนต์ขึ้นไป เพราะลูกค้าของเราไม่ได้ดูสินค้าแล้ว สามารถตัดสินใจซื้อได้ในทันที ขั้นแรกอาจต้องทำความรู้จักให้เขาคุ้นเคยก่อน ให้เขาเข้าใจว่าสินค้าของเรา คือ อะไร มีดีอะไร ยกตัวอย่างเช่น ขายรถ เราอาจนำเสนอว่ารถเรามีดีอะไรบ้าง มีความน่าสนใจอย่างไร เมื่อเขาเกิดความสนใจแล้ว เราจึงค่อยยิงแคมเปญหรือสร้างคอนเทนต์นำเสนอต่อไปว่า หากเขาสนใจเรามีบริการส่วนลด ดอกเบี้ย หรือโปรโมชั่นพิเศษอย่างไรบ้าง รวมถึงเขาสามารถกู้เพื่อผ่อนชำระกับธนาคารใดได้บ้าง
การนำเสนอสินค้าได้น่าสนใจ และวิธีการซื้อที่จูงใจ มีหลายฟังก์ชั่นให้เลือกตามความเหมาะสม อาจช่วยให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายและเร็วขึ้น มากกว่าที่จะใช้เพียงคอนเทนต์เดียว เพื่อปิดการขาย
 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 

 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง