เมื่อจังหวะชีวิตบวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจไม่ยอมแพ้ ทำให้ 2 สาววัยเรียนสร้างธุรกิจเงินล้านได้ในวัยเพียง 23 ปี ไม่ต้องมีออฟฟิศหรูหราหรือทีมงานมากมาย แต่ด้วย 4 มือกับ 2 ใจของ 2 สาวอันแข็งแกร่งเกิดเป็นแบรนด์แฟชั่นวัยรุ่นสุดปังชื่อว่า Jilalin BKK ก่อตั้งโดย ไพลิน เกศทอง - ผักกาด และ จิฬากรณ์ นันตา - มิลลี่ ที่พวกเธอเริ่มต้นมาตั้งแต่การไลฟ์สดขายเสื้อผ้าตัวเอง รับหิ้วประตูน้ำ เริ่มสต๊อกเสื้อผ้าขาย จนในที่สุดก็สร้างแบรนด์ตัวเองขึ้น!

 

 

  • จุดเริ่มต้นของความชอบขายตั้งแต่มหาลัยฯ

     เส้นทางธุรกิจของพวกเธอเริ่มตั้งแต่สมัยปี 2 เมื่อทั้งคู่เป็นรูมเมทหอที่สนิทกัน มีไลฟ์สไตล์คล้ายกัน ชอบเสื้อผ้าเหมือนกัน ทำให้เธอลองเอาเสื้อผ้าของเองมาไลฟ์สดขาย หวังได้ค่าขนมเพิ่ม

     “เรามีรูมเมทชื่อมิลลี่ อยู่หอกัน 2 คนแล้วชอบแต่งตัวมาก ได้เงินรายอาทิตย์เท่าๆ กัน แต่ไม่พอ เลยคิดว่างั้นลองไลฟ์สดขายเสื้อผ้ากัน ครั้งแรกคนดู 70 คน เป็นเพื่อนเราไปแล้ว 40 คน ทำอย่างนั้นสักพัก ก็ได้เงินเรื่อยๆ แล้วก็เลยลองหาข้อมูล เสื้อผ้ากระสอบมือสอง งานเหมา เรามีทุนประมาณ 4,000 บาท ก็ลองซื้อมาขาย พอของมาถึง สรุปได้ผ้าขี้ริ้ว บางตัวสภาพมันไม่ได้จริงๆ ตอนนั้นเครียด ร้องไห้เลย เราไม่มีประสบการณ์ไม่ได้ศึกษา เลยลองไลฟ์สด ขายตัวละ 5 บาท 10 บาท ขาดทุน ก็ขายหมด เป็นบทเรียนเราตอนนั้นเลยว่า งานเหมาตัดออก”

     หลังจากโละงานเหมาจนหมด ทั้งคู่ก็ตัดสินใจนำเงินทุนที่มีอยู่ไปเดินซื้อของที่ประตูน้ำมาขาย โดยมีเวลาไปเดินซื้อวันเดียวคือวันเสาร์ เพื่อขายทั้งอาทิตย์ เนื่องจากพวกเธอเรียนที่นครปฐมจึงไม่มีเวลาไปหาของ

     “เรามีเงินทุนตอนนั้นประมาณ 6,000 บาท ลองชวนเพื่อนไปประตูน้ำ ครั้งแรกไป 6 โมงเย็น เขาปิดหมดแล้ว ก็เลยลองซื้อกางเกงมาขาย เป็นทรงกระบอก 30 ตัว ตัวละ 100 บาท คละไซส์ เห็นคนอื่นไลฟ์ขายกัน 120 บาท เราเอาบ้าง หาพร้อพอะไรมาแขวนตกแต่ง ขาย 150 บาท แต่เราขายไม่ดีเท่าเขา คนดู 2-3 คนเอง เราก็กัดฟันสู้เรื่อยๆ จนมีฐานลูกค้า เอามือหนึ่งมาขาย ไปประตูน้ำอีก แต่เปลี่ยนเวลาไปตี 5 ก็เริ่มซื้อเสื้อมือหนึ่งมา ปรากฎว่าขายดี ซื้อวันเสาร์ ขายวันอาทิตย์ไลฟ์สดของเกือบหมด พอกลางๆ อาทิตย์ของในราวก็เริ่มร่อยหรอแล้ว ไม่แน่นเหมือนวันแรกๆ แต่เราเรียนไปด้วย เลยไม่มีเวลาไปซื้อของ ทำไปสักพัก จนมีคนถูกใจเพจ 2,000 กว่าคน แล้วเพจก็โดนปิด ปลิวไปเลย ”

 

 

  • แจ้งเกิดแม่ค้ารับหิ้วประตูน้ำ

     เมื่อเพจที่ตั้งใจสร้างมาถูกปิด บวกกับการติดทำวิจัยช่วงปี 3 ทำให้ 2 สาวต้องพักบทบาทการเป็นแม่ค้าออนไลน์เอาไว้ชั่วคราว จนถึงช่วงประมาณปี 4 เทอม 2 ที่มีสถานการณ์โควิดระบาด พวกเธอต้องเรียนออนไลน์อยู่บ้าน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาขายออนไลน์อีกครั้งในบทบาทของแม่ค้ารับหิ้วประตูน้ำที่สร้างรายได้ถล่มทลาย

      “ช่วงก่อนหน้านั้นไปเดินประตูน้ำ เราชอบเที่ยวทะเล เรากับเพื่อนก็จะชอบคล้ายๆ กัน แต่เวลาจะซื้อเสื้อ ต้องซื้อ 3 ชิ้นขึ้น ถึงจะได้ราคาส่ง แต่เราไปกัน 2 คน เลยสร้างไลน์กลุ่มเป็น Open chat ต้อนหาคน ทั้งเพื่อน คนรู้จัก โพสต์ในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรมให้คนเข้ากลุ่มรับหิ้วในไลน์ จนสุดท้ายไม่ได้ไปเที่ยว หาเงินก่อน แล้วเพิ่งรู้ว่าการรับหิ้วมันขายดีมาก ตอนนั้นคนเข้ากลุ่มประมาณ 300 คน เราจะไปประตูน้ำตั้งแต่ 6 โมงเช้า เดินไล่ถ่ายรูปทุกร้าน สมมติราคาส่งหน้าร้าน 100 บาท เราเอาป้ายออก บวกเพิ่มเป็น 130 บวกค่าหิ้ว 20 ค่าส่งเหมาๆ ข้อดีคือเราไม่ต้องสต๊อกของ แต่ข้อเสียคือกลับมาอีกทีของหมด แต่ลูกค้าโอนเงินแล้ว เป็นแบบนี้บ่อยมาก ปัญหาจุกจิกแต่ก็ขายดีมาก จนมีคนเข้ามาในกลุ่มเกือบพันคน”

 

  • จุดเปลี่ยนแม่ค้ารับหิ้วสู่แม่ค้าสายสต๊อก

     หลังจากรับหิ้วไปสักพัก ผักกาดก็เล่าให้ฟังถึงจุดเปลี่ยนจากแม่ค้ารับหิ้วเพราะเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจมาสต๊อกของ

     “เราไปถ่ายรูปเดรสร้านหนึ่งเป็นเดรสที่ใหม่ดาวิกาใส่ แล้วก็โพสต์ในไลน์มีคนสนใจ 2-3 คนแต่เราอยากได้ออเดอร์เยอะๆ เลยไปโพสต์ในกลุ่ม KU จะขาย โพสต์ครึ่งชั่วโมง คนทักมาเยอะมากจนตอบแชทไม่ทัน เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เรารู้สึกว่าขายดี มีลูกค้าทักมาเอง ทีนี้ก็ทักไปถามที่ร้านว่ามีของพร้อมส่งไหม ปรากฎว่าสินค้าไม่มี ต้องพรีออเดอร์ เราก็เครียด เพราะรับเงินลูกค้าไปแล้ว 60-70 คน เป็นบทเรียนชีวิตเราเลยตอนนั้น ต้องไล่ขอโทษลูกค้าทีละคน พอเคลียร์จบเคสนั้นก็มีเงินประมาณหลักหมื่น คิดว่าเอาไงดี เลยลองเปิดบิล เข้ากลุ่มเพื่อจะได้ไม่ต้องซื้อ 3 ตัว ราคาส่ง แต่ได้ราคาส่งเลยตั้งแต่ตัวแรก แต่ก็มีปัญหาคล้ายๆ เดิม ถ่ายรูปแล้วโพสต์อัพเดตลูกค้าว่ามีแบบนี้ ลูกค้าทักเข้ามาจะเอาตัวนี้ พอไปหน้าร้าน สีนี้หมด ไซส์หมด มันไม่เหมือนแม่ค้าสต๊อกของ เขาจะทักร้านเลยว่าเอาสีนี้ 5 ตัว แต่เราเป็นรับหิ้ว ต้องรับออเดอร์ก่อนค่อยไปหน้าร้าน จนตอนนั้นเราเจอร้านหนึ่งแต่ยังขาดเงินลงทุนอยู่เกือบพันถึงจะเปิดบิลได้ หนูเลยลงกันคนละ 300 บาท เอามาเปิดบิล เราเริ่มลองสต๊อกผ้า เพราะรู้สึกว่าลูกค้า CF ตลอดของร้านนี้ ใช้เงินเป็นหมื่นในการสต๊อก ปรากฎว่าขายดี ก็เก็บเงินสักก้อนจนตัดสินใจจะทำแบรนด์ตัวเอง”