Text : Vim Viva

     แม้จะเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน แต่จนถึงปัจจุบัน การแต่งงานกับตัวเองหรือ solo wedding ในบรรดากลุ่มสาวโสดของญี่ปุ่นก็ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องสืบเนื่องจากผู้หญิงญี่ปุ่นปฏิเสธการแต่งงานการมีครอบครัวมากขึ้น ขณะเดียวกันการได้ใส่ชุดแต่งงานสีขาว สวมผ้าคลุมผม หรือมงกุฏสไตล์เจ้าหญิงแล้วถ่ายรูปสวย ๆ เป็นที่ระลึกก็เป็นอีกหนึ่งความใฝ่ฝันของสาว ๆ หลายคน แต่ในเมื่อไม่มีเจ้าบ่าวเคียงข้าง การใช้บริการ Solo wedding จึงเป็นทางเลือกที่ดี    

 

 

     ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 บริษัทท่องเที่ยวเซอร์ก้า ทราเวล (Cerca Travel) ในเกียวโตเป็นบริษัทแรกที่ผุดบริการฮันนีมูนเดี่ยวสำหรับผู้หญิงโสด ในแพคเกจประกอบด้วยลีมูซีนรับส่งสนามบิน ห้องพักโรงแรม 2 วัน 1 คืน และบริการถ่ายภาพชุดเจ้าสาว โดยบริษัทจัดหาชุดแต่งงานทั้งชุดกิโมโนและชุดเจ้าสาวพร้อมทั้งโลเคชั่นสวยงามให้ ราคาแพจเกจคิดเป็นเงินไทยเริ่มต้นที่ประมาณ 90,000 บาท  

     เมื่อลูกค้าเดินทางมาถึง จะถูกพาไปเลือกและลองชุดแต่งงาน พร้อมทั้งเลือกช่อดอกไม้ที่เข้ากับชุด วันรุ่งขึ้นจะมีสไตลิสต์เข้ามาดูแลเรื่องแต่งหน้า ทำผม และจัดเครื่องประดับให้ จากนั้นก็เริ่มลงมือถ่ายภาพโดยช่างภาพมืออาชีพ หลังภายรูปเสร็จ ลูกค้าจะได้เลือกรูปพร้อมจิบชาไปด้วย หลังจากนั้น ไม่กี่สัปดาห์ ลูกค้าจะได้รับอัลบั้มภาพถ่าย และไฟล์ภาพที่จัดส่งถึงบ้าน สำหรับลูกค้าที่ต้องการถ่ายรูปคู่ ทางบริษัทก็มีบริการจัดหาเจ้าบ่าวกำมะลอมาให้ถ่ายรูปด้วยเพื่อให้ดูสมบูรณ์ แต่โดยมากไม่มีลูกค้าใช้บริการสักเท่าไร ยังยินดีจะถ่ายรูปเจ้าสาวเดี่ยว ๆ มากกว่า

     ยูกิโก อินุเอะ ผู้บริหารเซอร์ก้าทราเวลเปิดเผยถึงเบื้องหลังการให้บริการแพคเกจ solo wedding ว่าเพื่อกระตุ้นให้สาว ๆ มีทัศนะที่ดีต่อตัวเอง ชุดแต่งงานเป็นสัญลักษณ์ของความสวยงาม การแต่งงานกับการได้สวมชุดแต่งงานเป็นอะไรที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการแต่งงานนั้นต้องอาศัยการตัดสินใจและความกล้า แต่การถ่ายรูปชุดแต่งงานเพื่อเป็นที่ระลึกเป็นสิ่งที่จรรโลงใจ สร้างความสุขให้ตัวเอง

 

 

     ข้อมูลระบุว่าผู้หญิงสมัยนี้เริ่มตระหนักว่าการแต่งงานไม่ใช่เป้าหมายเดียวในชีวิต มีผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนมากเลือกที่จะใช้ชีวิตโสด ด้วยเหตุนี้ จำนวนประชากรที่แต่งงานมีครอบครัวในญี่ปุ่นจึงลดน้อยลง สถิติชี้ ช่วงทศวรรษ 1990 1 ในจำนวนผู้หญิงญี่ปุ่น 20 คนอายุต่ำกว่า 50 ปีไม่แต่งงาน ต่อมาในปี 2015 ตัวเลขขยับเป็นสสัดส่วน 1 ต่อ 7 โดยร้อยละ 25 ของผู้หญิงอายุ 35-39 ปีไม่แต่งงาน และร้อยละ 70 ของสาวโสดเหล่านี้เป็นผู้หญิงทำงาน ในสังคมปิตาธิปไตยที่ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่แต่งงานแล้วมักลาออกจากงานเพื่อเป็นแม่บ้านและให้สามีเลี้ยงดู สำหรับผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ต้องการอิสรภาพในการใช้ชีวิต พวกเธอจึงเลือกที่จะอยู่เป็นโสด