Text : rujrada.w

     ภาพจำของการซื้อสินค้าชุมชนคือมักต้องไปถึงถิ่นหรือรอเกษตรกรผู้ผลิตมาออกร้าน แต่การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์ม Herbs Starter ได้เข้ามายกระดับสินค้าเกษตร GI และ OTOP ให้มีอัตลักษณ์โดดเด่นและเป็นสื่อกลางทำการตลาดบนโลกดิจิทัล สร้างรายได้ที่มากกว่าเดิม

     ศิริพัฒน์ มีทับทิม CEO และ Co-Founder บริษัท บอร์น อาร์ดีไอ เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Herbs Starter บอกกับเราว่าสินค้าชุมชนไม่ด้อยคุณค่าแต่ว่าสื่อสารออกมาไม่ได้ ทำให้คุณค่าของสินค้าไม่ถึงในจุดที่ควรจะเป็น ทำให้คนที่ซื้อเขาแยกไม่ได้ว่าสินค้าของแต่ละที่ทำไมจึงต่างกัน

 

 

     ความคิดแบบนั้นจุดประกายให้ผุ้ร่วมก่อตั้งทุกคนที่มีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวข้องกับด้าน SME ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พัฒนาธุรกิจมาก่อน มารวมตัวกันสร้างแพลตฟอร์มที่จะถ่ายทอดและเล่าเรื่องราวทำให้ผู้บริโภคเข้าใจคุณค่าของผลิตภัณฑ์ชุมชน แต่เมื่อลงมือทำงานจริงกลับได้เห็นรากของปัญหาที่ลงลึกไปมากกว่าแค่ “การตลาด”  ภารกิจของ Herbs Starter จึงเปลี่ยนไปและเริ่มพัฒนาธุรกิจชุมชนทั้ง Ecosystem แทน

     “ถ้าอีก 2 ปีเราไม่ทำสำเร็จการเปลี่ยนแปลงของดิจิทัลจะทำให้สั่นสะเทือนกับชุมชน ถ้าเขาไม่มีการเตรียมตัวที่ดีเขาจะอยู่ไม่ได้”

 

  • สร้างความเข็มแข็งให้ธุรกิจชุมชนด้วย Ecosystem

     โดยวิธีคิดของชุมชน คือ ทำผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบชุมชน หรือมีภูมิปัญญาของตัวเอง แต่ขาดความรู้ความเข้าใจด้านการวางโครงสร้างด้านราคา กลยุทธ์การเข้าตลาด จนถึงกระทั่งวิเคราะห์ว่าของจะไปถึงมือลูกค้าอย่างไรให้ลูกค้าประทับใจ บางชุมชนขายของไปแล้วมารู้ตัวทีหลังว่าขาดทุน

     “ที่ผ่านมาทั้งภาครัฐและเอกชนพยายามสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนแต่ยังไม่ยั่งยืนเพราะไม่ได้คิดทั้งระบบตั้งแต่ต้นไปจนถึงปลาย หมายถึงว่าหน่วยงานที่ไปส่งเสริมให้คิดโปรดักต์ก็ไม่ได้มองว่าโปรดักต์นี้ปลายทางจะไปถึงใคร เมื่อปลายทางถึงใครแล้วก็ไม่ได้ย้อนกลับมาว่าจะทำให้เกิดความประทับใจ เกิดการสั่งซื้อซ้ำ หรือการขยายธุรกิจอย่างไร แล้วเอากลับมาพัฒนาต้นทาง ซึ่งการช่วยเหลือต่างๆ นอกจากจะมาเป็นท่อนๆ แล้วยังมีเรื่องของเวลาด้วย มาคนละเวลากัน ไม่พอดีกัน นี่คือจุดที่เราเห็นว่าเป็นปัญหาหนักมาก ถ้าชุมชนก้าวข้ามตรงนี้ไม่ได้ในอีก 2 ปี ก็จะลำบากแล้ว เพราะ 2 ปีต่อจากนี้คนที่ได้ตลาดก็จะได้ไปเลย คนที่ตามไม่ทันก็จะหมดแรงไป เราจึงสร้างแพลตฟอร์มให้เป็น ecosystem แล้วมองทุกอย่างอย่างเป็นระบบ”

 

 

     Herbs Starter ทำงานร่วมกับชุมชนโดยเริ่มต้นจากวิเคราะห์ศักยภาพในการเข้าสู่ตลาดเป็นอย่างแรกโดยโปรแกรมที่เรียกว่า BDM Program ที่ทำให้ชุมชนรู้ตัวก่อนเลยว่าเขามีความพร้อมระดับไหน พิจารณาว่าสินค้ามีความพร้อมที่จะเข้าสู่ตลาดได้จริงหรือไม่ วิเคราะห์คู่แข่ง ขนาดของสินค้า กำลังการผลิต หรือโครงสร้างต้นทุนเหมาะสมหรือยังที่จะทำตลาดออนไลน์

     “เอาความรู้ที่เรามีไปเร่งโต ให้เขามีต้นแบบของผลิตภัณฑ์ที่จะเข้าสู่ตลาดออนไลน์ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นผลิตภัณฑ์จากการที่เราเข้าไปค้นคว้าร่วมกับชุมชนว่าควรจะถ่ายทอดออกมาเป็นแบบไหน แล้วเราทำรีเสิร์ชเล็กๆ จากคนที่ตัดสินใจซื้อจริงเพื่อมาหาว่าสุดท้ายแล้วสินค้าชุมชนนี้จะสำเร็จในตลาดออนไลน์หรือไม่ ให้เขาทดสอบตลาด จากนั้นค่อยเอาความต้องการ เอาอินไซต์ความต้องการของคนที่ซื้อจริงมาช่วยพัฒนาเขา หลังจากนั้นให้ทดลองขนส่ง ว่าขนส่งเจ้าไหนดี เวลาขนส่งแล้วเสียหายไหม ทดสอบแบบนี้จนมั่นใจว่าเขาพร้อมที่จะขายจริง”

 

  • ตั้งศูนย์เร่งโตผลักดันธุรกิจชุมชนให้โตแบบ Startup

     Herbs Starter อยากให้ธุรกิจชุมชนทำงานแบบ Startup คือ ล้มให้เร็ว เรียนรู้ให้เร็ว และเติบโตได้เร็ว

     “เราทำโมเดลการตั้งศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชนขึ้นมา เพราะว่าศูนย์นวัตกรรมฯ ช่วยให้เหมือนมีรุ่นพี่รุ่นน้อง คนที่พร้อมก่อน ออกตลาดก่อน เห็นโอกาส เห็นปัญหา แล้วเอาความรู้มาช่วยคนที่กำลังตามมาในพื้นที่ใกล้ๆ กัน เราได้เริ่มทำแล้วที่จังหวัดน่านและกำลังจะทำต่อที่นครนายกและอยุธยา ซึ่งโมเดลนี้จะทำให้ชุมชนมีความสนิทใจที่จะรวมตัวกันมากขึ้น ในขณะเดียวกันเราเองก็มีผู้ที่ช่วยประคับประคอง ให้กำลังใจ และทำให้เกิดกระบวนการทดสอบแบบ fail fast สิ่งที่สำคัญของเราคือเรื่องเวลา เรามีนิยามของศูนย์นวัตกรรมฯ นี้ว่าเป็นเหมือนศูนย์เร่งโตให้ชุมชน เอาโมเดลของ startup มาจับกับธุรกิจชุมชน

     ตอนแรกเป็นเรื่องยากมากเพราะคนไม่คุ้นกับแรงเสียดทานแบบ startup แต่พอเขาเริ่มเห็นว่าเขามีจุดบกพร่องอย่างไร เขาเริ่มตามลูกหลาน ตามคนที่พอมีความรู้มาประกบ แบบนี้เรามองเห็นว่าถ้าทำได้จะทำให้เกิดการดึงแรงงานจากเมืองออกไปสู่ชุมชนและสร้างการเติบโตในท้องถิ่นของเขา นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นสังคมแบบนี้ เพราะจะทำให้ภูมิปัญญาได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นใหญ่สู่คนหนุ่มสาว