จากพิซซ่าถาดแรกในครัวบ้าน สู่คาเฟ่เตาฟืนกลางเขา Navara Cafe หมุดหมายใหม่ของนักชิม ที่เปิดเพียง 2 วันต่อสัปดาห์
Text: Wipawan In.
ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของจังหวัดสระบุรี มีร้านพิซซ่าเตาฟืนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เปิดให้บริการเพียง เสาร์ - อาทิตย์ แต่กลับกลายเป็นจุดหมายของผู้คนที่ตั้งใจเดินทางมา ชื่อของที่นี่คือ “Navara Cafe” ธุรกิจเล็กๆที่เริ่มต้นจากความรักของแม่คนหนึ่งที่อยากทำอาหารให้ลูกกิน
หนูเล็ก - ตรีสุคนธ์ วิริยโกศล อดีตพยาบาลที่ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อกลับมาดูแลลูกและครอบครัว ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการลองทำพิซซ่าในครัวบ้านจะพัฒนาไปสู่ร้านพิซซ่าเตาฟืนท่ามกลางธรรมชาติ แต่เมื่อความชอบของลูก ๆ อย่าง น้องนาวา และ น้องธารา กลายเป็นแรงบันดาลใจ ความคิดเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ เติบโตเป็นธุรกิจ
จากครัวบ้านสู่เตาฟืนท่ามกลางธรรมชาติ
ก่อนจะเป็นเจ้าของร้านพิซซ่า หนูเล็กเคยทำงานเป็นพยาบาล แต่หลังจากลาออกจากงานเพื่อกลับมาใช้เวลากับครอบครัว ช่วงเวลานั้นตรงกับสถานการณ์โควิด ทำให้การใช้ชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิม
“เราเริ่มหัดทำอาหารและขนมจากศูนย์ เพียงเพราะอยากให้ลูก ๆ ได้กินอาหารที่ชอบ โดยเฉพาะ “พิซซ่า” เมนูโปรดของลูกทั้งสองคน จากคนที่ไม่เคยทำอาหารมาก่อน เราเรียนรู้ทุกอย่างผ่าน YouTube และการทดลองในครัวที่บ้าน ลองผิดลองถูก ปรับสูตรทีละนิด จนเริ่มเข้าใจวิธีทำพิซซ่ามากขึ้น จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจโดยไม่ตั้งใจ พอดีกับสามี มีบ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติในสระบุรี เราเห็นครั้งแรกรู้สึกว่าวิวสวยและบรรยากาศดี จึงเริ่มคิดว่ามันอาจกลายเป็นร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ให้คนมาใช้เวลาพักผ่อนได้”
แทนที่จะเปิดคาเฟ่ทั่วไปเหมือนร้านอื่นในละแวกนั้น เธอเลือกใช้ “พิซซ่า” เป็นจุดขายหลัก เพิ่มความแตกต่างด้วยการทำเป็น พิซซ่าเตาฟืนแป้งบาง ที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยเตาฟืนของร้านออกแบบและทำกันเองในครอบครัว และการเตรียมร้านทั้งหมดใช้เวลานานเกือบหนึ่งปี ทั้งการสร้างเตา การทดลองสูตร และการปรับรสชาติ และนำชื่อของลูกๆมาตั้งเป็นชื่อร้าน “Navara Cafe”
เปิดแค่เสาร์–อาทิตย์ แต่กลายเป็น Destination
หนึ่งในความน่าสนใจของ Navara Cafe คือการเปิดร้านเพียง สัปดาห์ละสองวัน คือเสาร์ - อาทิตย์ และในวันหยุดนักขัตกฤษ์ เหตุผลไม่ได้มาจากกลยุทธ์การตลาด แต่เกิดจากการทดลองจริง
“เนื่องจากพื้นที่รอบร้านเราเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาในช่วงวันหยุด เมื่อเปิดร้านวันธรรมดาแทบไม่มีลูกค้า ทำให้การจุดเตาฟืนทั้งวันกลายเป็นต้นทุนที่ไม่คุ้มค่า การเปิดเฉพาะเสาร์–อาทิตย์จึงกลายเป็นโมเดลที่เหมาะสมที่สุด ในมุมหนึ่ง มันอาจเป็นข้อจำกัด แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันกลับสร้างความรู้สึก “ต้องตั้งใจมา” ให้กับลูกค้า หลายคนรอวันหยุดเพื่อแวะมาร้าน บางคนโทรถามล่วงหน้าว่าร้านเปิดหรือไม่ ก่อนจะขับรถมา ลูกค้าหลักของร้านเรา จึงเป็นนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางผ่านเส้นทางระหว่างจังหวัด โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวหรือฤดูท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวไปกางเต็นท์และเที่ยวธรรมชาติ”
ในช่วงพีค ร้านสามารถขายพิซซ่าได้มากถึง 35 ถาดต่อวัน ถ้าเทียบกับร้านทั่วไปอาจไม่ได้เป็นจำนวนที่เยอะแต่สำหรับร้านเล็กๆที่เปิดเพียงสองวันต่อสัปดาห์ และอยู่ท่ามกลางภูเขาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ความพิเศษของพิซซ่าที่ลูกค้าพูดถึงมากที่สุดคือ กลิ่นหอมของเตาฟืนและแป้งบางสูตรเฉพาะของร้าน ซึ่งหนูเล็กพัฒนาขึ้นเองหลังจากเรียนรู้พื้นฐานการทำพิซซ่า ก่อนจะปรับสูตรที่ถูกใจทั้งตัวเองและลูกค้า
Lean Business โตช้า แต่โตจริง
แม้ Navara Cafe จะเป็นธุรกิจเล็ก แต่มีการวางแนวคิดในการพัฒนาร้าน ที่เน้นเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ช่วงแรกของร้าน เมนูมีเพียง พิซซ่าและเครื่องดื่ม เท่านั้น ก่อนจะค่อย ๆ เพิ่มเมนูอื่น เช่น สปาเกตตี ขนม และเครื่องดื่มตามเทรนด์ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้หลากหลายขึ้น
“เรายังคงทำพิซซ่าทุกถาดด้วยตัวเอง เพราะต้องการให้สูตรและรสชาติคงที่ก่อนจะถ่ายทอดให้พนักงานในอนาคต นอกจากเมนูอาหาร เรายังให้ความสำคัญกับ บรรยากาศและความเป็นกันเอง ลูกค้าหลายคนบอกว่าการมา Navara Cafe ให้ความรู้สึกเหมือนไปกินอาหารที่บ้านเพื่อน มากกว่าการไปนั่งร้านอาหาร”
ในอนาคต ร้านมีแผนขยายพื้นที่ เพิ่มที่นั่ง และพัฒนาพื้นที่ลานกางเต็นท์ให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น รวมถึงเพิ่มกิจกรรมอย่าง เวิร์กช็อปทำพิซซ่าสำหรับเด็ก และแนวคิด farm-to-table ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ
แนวคิดสำคัญของธุรกิจนี้ไม่ใช่การเติบโตแบบรวดเร็ว แต่คือการค่อยๆ พัฒนาให้ทุกอย่างพร้อมก่อน
สำหรับหนูเล็ก Navara Cafe ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหาร แต่เป็นพื้นที่ที่เติบโตไปพร้อมกับครอบครัว ลูก ๆ และลูกค้าที่ค่อย ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร้านนี้ บางครั้งธุรกิจที่ยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มจากแผนการใหญ่โต แต่เริ่มจากความตั้งใจเล็ก ๆ ที่ทำด้วยหัวใจ และปล่อยให้มันเติบโตไปตามจังหวะของตัวเอง
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup