จากครัวมิชลิน สู่ “มักพร้าว” ไอเดียธุรกิจจากเชฟหนุ่มวัย 25 ใช้ช่องว่างตลาด ปั้นคาเฟ่มะพร้าวเจ้าแรกในไทย
Text : Nitta Su.
Photo : มักพร้าว
ในวันที่คาเฟ่ผุดขึ้นมากมาย แต่ละร้านต่างพยายามหาจุดขายของตัวเอง “มะพร้าว” วัตถุดิบที่อยู่คู่คนไทยมานาน กลับยังไม่เคยถูกหยิบมาทำเป็นคาเฟ่อย่างจริงจัง
นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “มักพร้าว” คาเฟ่มะพร้าวของ บอล–ภาคภูมิ คุณะปุระ เชฟหนุ่มไฟแรงวัย 25 ปี ที่เคยผ่านงานครัวในร้านอาหารระดับมิชลิน ก่อนจะเลือกออกมาสร้างธุรกิจของตัวเอง
จากเด็กล้างจาน สู่ครัวมิชลิน
ก่อนจะมาเปิดร้านของตัวเอง บอลเติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจอาหาร ทำให้คุ้นเคยกับครัวตั้งแต่เด็ก เมนูแรกที่เขาทำได้ ไม่ใช่ไข่เจียว แต่เป็นหมูผัดกระเทียมที่อาม่าสอน จากการช่วยงานเล็กๆ ในครัว ค่อยๆ กลายเป็นความชอบ และพัฒนาเป็นเส้นทางอาชีพ
แม่ส่งเขาให้ไปลองเป็นเด็กล้างจานช่วยงานอาที่ทำร้านอาหารอยู่ในออสเตรเลีย เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าชอบจริงไหม ก่อนจะไปเรียนต่อด้านอาหารที่โรงแรมดุสิตธานี จนได้มีโอกาสไปขอฝึกงานร้านอาหารฝรั่งเศสที่อเมริกากับทีมเชฟที่เคยทำอยู่ในร้านมิชลิน 3 ดาว เพื่อต่อยอดทำงานในร้านอาหารมิชลิน 1 ดาวแบบเต็มตัว โดยไม่รับค่าแรง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ก่อนสุดท้ายจะออกมาทำธุรกิจ เพื่อตามหาเส้นทางของตัวเอง
จับช่องว่าง ที่ไม่มีใครมองเห็น คว้าให้เป็นโอกาส
หลังจากสะสมประสบการณ์ในครัวระดับสูง บอลเริ่มอยากสร้างอะไรบางอย่างของตัวเอง โดยได้กลับมาปรึกษากับครอบครัว ได้รับคำแนะนำว่าการเริ่มต้นจากร้านอาหารเลย อาจเป็นเรื่องยากกว่า จึงแนะนำให้ทำสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า นั่นคือ การทำคาเฟ่ โดยมี 2 ตัวเลือกที่น่าสนใจ คือ “น้ำเต้าหู้” กับ “น้ำมะพร้าว” สุดท้ายเขาเลือกมะพร้าว ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ “เพราะความชอบ” และมองเห็นว่า ยังไม่มีใครนำมาทำเป็นคาเฟ่จริงจัง
“มะพร้าวถูกนำไปทำเมนูอยู่ในร้านคาเฟ่ เครื่องดื่มมากมาย แต่กลับไม่มีใครหยิบมาเป็นคอนเซปต์หลัก เราเลยตั้งใจอยากลองทำคาเฟ่ให้ทุกเมนูมีมะพร้าวอยู่ในนั้นจริงๆ” บอลกล่าว
ด้วยความที่เป็นคนอุดรธานีตั้งแต่กำเนิด บอลจึงอยากจะสื่อสารความเป็นอีสานเข้ามาด้วย จึงตั้งชื่อร้านว่า “มักพร้าว” โดย “มัก” เป็นภาษาอีสาน แปลว่า “ชอบ” มาจากความหมายเต็มๆ ว่า “มักบักพร้าว” หรือ ชอบมะพร้าว นั่นเอง
ความลงตัวอีกอย่างของธุรกิจ คือ การทำงานร่วมกันของพี่น้อง 3 คน โดยพี่ชายคนโต (ก้อง-พสิษฐ์) ดูแลด้านออกแบบ, พี่ชายคนรอง (บุ๊ค-พีรพัฒน์) ดูแลการตลาด ส่วนบอลดูแลเมนูและการบริหารจัดการในร้าน โดยใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการพัฒนาร้านและสูตรให้ลงตัว
จากความกังวลแรกว่าจะมีคนชอบในสิ่งที่เขาคิดไว้ไหม บอลเล่าว่าไม่น่าเชื่อว่าหลังเปิดร้านได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาดตั้งแต่ช่วงแรก จนถึงขั้นต้องประกาศปิดร้าน 2–3 ชั่วโมง เพื่อเคลียร์ออร์เดอร์ก็มี จากที่คิดว่าจะค่อยๆ เติบโตในจังหวัด ก็กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วบนโซเชียล มีลูกค้าจากต่างพื้นที่ เช่น กรุงเทพฯ รวมถึงนักท่องเที่ยวจากลาวเดินทางมาอุดหนุน จนติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ก็มี
คาเฟ่ที่ใช้วิธีคิดแบบร้านมิชลิน
สิ่งที่ทำให้ มักพร้าว แตกต่าง บอลเล่าว่าไม่ใช่เพียงแค่คอนเซปต์ แต่คือ วิธีคิดแบบเชฟที่เขานำมาใช้กับธุรกิจด้วย ตั้งแต่เริ่มแรกเขาเลือกลงพื้นที่ไปหาวัตถุดิบเอง ตระเวนชิมน้ำมะพร้าวจากหลายแหล่ง ก่อนจะได้มะพร้าวน้ำหอมจากบ้านแพ้วมาเป็นวัตถุดิบหลัก รวมถึงการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอื่นๆ เข้ามาผสม
เมนูของร้านจึงไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่ม แต่ถูกออกแบบให้มี “รสสัมผัส” และ “เลเยอร์” แบบเดียวกับอาหาร เช่น มักพร้าวลอดช่อง, มักพร้าวข้าวเหนียวดำ ที่นำลอดช่องเจ้าอร่อยในเมืองอุดร และร้านข้าวเหนียวดำที่นึ่งใหม่ทุกเช้ามาทำเป็นเมนูในร้าน เพราะอยากให้ชุมชนเติบโตพร้อมกันไปด้วย ทั้งหมดถูกออกแบบให้ “กินสนุก” มากขึ้น และยังคงความเป็นธรรมชาติ โดยทุกเมนูในร้านไม่มีการใช้ครีมเทียม แต่ใช้นมโอ๊ต เพื่อเพิ่มความหอมมันแทน
“ในเมื่อเรามีของดีในท้องถิ่นอยู่แล้ว ก็ควรหยิบมาใช้ ไม่จำเป็นต้องทำเองทุกอย่าง ผมอยากให้ชุมชนโตพร้อมกันไปด้วย”
ไล่ตามฝัน
ปัจจุบัน “มักพร้าว” เปิดมาเพียงปีกว่า มี 2 สาขา ร้านแรกตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านตั้งยี่สุ่น ซูเปอร์สโตร์ชื่อดังประจำจังหวัด และมีร้านป๊อบอัพสโตร์ ตั้งอยู่ในห้างเซ็นทรัล อุดรฯ มีเมนูให้เลือกมากกว่า 20 เมนู ราคาอยู่ที่ 79, 89 และ 99 บาท แต่ละวันมีการใช้น้ำมะพร้าวเฉลี่ย 40-50 ลิตร (1 ลิตร = 3 ลูก) หรือตีเป็นลูก ก็ราวร้อยกว่าลูกต่อวันเลยทีเดียว โดยกลุ่มลูกค้ามีทั้งคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบคาเฟ่ ไปจนถึงวัยทำงานและผู้สูงวัยที่อยากใส่ใจสุขภาพ
สำหรับเป้าหมายการทำธุรกิจ บอลมองไว้ว่าอยากทำให้ร้านเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยอาจมีการขยายสาขาเพิ่ม หรือขายในรูปแบบแฟรนไชส์ ไปจนถึงการต่อยอดสู่ร้านอาหารรูปแบบเต็มในอนาคตอันใกล้ตามความฝันที่เขาเคยคิดไว้ว่าสักวันอยากมีร้านอาหารมิชลินในแบบฉบับของตัวเอง
โดยเขาได้ฝากแง่คิดทิ้งท้ายสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองไว้ 3 เรื่อง คือ 1.ความเข้าใจในสิ่งที่ทำ 2.พยายามมองหาช่องว่างโอกาส และ 3.ตั้งใจทำให้ดีอย่างมีแพชชั่น
“อยากให้ลองมองตลาดว่ามีความต้องการ หรือช่องว่างจุดไหนที่ยังขาดอยู่บ้าง และหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอที่แตกต่างจากท้องตลาด ที่สำคัญ คือ ต้องความเข้าใจในสิ่งที่ทำ รักและมีแพชชั่นกับมันให้มากๆ เรื่องเงินทุนถึงจะสิ่งสำคัญ คนมีทุนน้อยอาจเริ่มต้นได้ช้ากว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีทุนเยอะจะทำสิ่งนั้นแล้วสำเร็จเสมอไป ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าจะมองและสู้กับมันมากน้อยแค่ไหน” บอลฝากทิ้งท้ายเอาไว้
ข้อมูลติดต่อ
โทร. 080 724 4914
https://www.facebook.com/p/MugPrao-61569294066863/
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup